ภายหลังจาก “หัวหน้าอิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็ต้องหาหัวหน้าใหม่ ในที่สุดก็ค่อนข้างชัดแล้วว่า วันประชุมพรรค 31 ต.ค. พรรคจะเคาะ “อดีตรมช.หนิม” จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อดีต รมช.คลัง สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขึ้นนำทัพ เพราะเป็นคนรุ่นกลางในพรรคเพื่อไทย สามารถเชื่อมคนรุ่นใหญ่และคนรุ่นเล็กให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ เคยผ่านงานเป็น รมช.คลัง สามารถขึ้นเวทีดีเบตสู้กับพรรคอื่นได้

“อดีตหัวหน้าอ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง ซึ่งเคยเป็นอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย (ในช่วงที่พรรคกำลังโดนมรสุมยุบพรรค) อาจถูกยกเป็น 1 ใน 3 รายชื่อของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในส่วนของตำแหน่งเลขาธิการพรรค คาดว่า ยังคงเป็น “เลขาบอย” สรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว


ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานสรุปประเด็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ใน กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมนัดแรก เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่ายังไม่ได้สรุปว่า จะใช้สภาร่างรัฐธรรมนูญรูปแบบไหน แต่หลังจากที่ พ.ร.บ.ประชามติฉบับที่ 2 มีผลบังคับใช้ ทำให้มีเวลาทำงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย กมธ. จะเสนอให้รัฐสภาพิจารณาวาระสอง ในช่วงวันที่ 20-21 พ.ย. และโหวตวาระสาม ในวันที่ 10 ธ.ค. ซึ่งทั้ง 2 การประชุมนั้น จะเสนอให้เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ

ด้านภารกิจของ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และคณะ เดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (APEC Economic Leaders’ Week – AELW) ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.–1 พ.ย. 2568 ที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี
นายกฯ เปิดเผยว่า เราจะได้เจอผู้นำหลายประเทศ อาทิ จีน แคนาดา เกาหลี บรูไน และคาดว่าญี่ปุ่นด้วย รวมถึงอาจจะได้เจอโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาด้วย เนื่องจากถูกจัดจากลำดับที่นั่งตามตัวอักษร (Thailand – United State) น่าจะนั่งติดกัน ล้วนแล้วแต่เป็นโอกาสที่จะได้หารือกัน โดยเฉพาะเรื่องการค้าขาย และแสวงหาความร่วมมือ

เมื่อถามว่าจะมีโอกาสเจอผู้นำจีน เพื่อพูดคุยเรื่อง แรร์เอิร์ธ ภายหลังมีความกังวลว่าประเทศไทยจะต้องถ่วงดุลทั้งประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกา นายกฯ ไม่ตอบชัด กล่าวว่า “คราวนี้จะเจอกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านี้ เช่น เรื่องที่ต้องเสนอให้เขาเร่งพิจารณาซื้อข้าวจากประเทศไทย จำนวน 5 แสนตัน และเราได้ประกาศที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ผ่านมาแล้วว่า ไทยเราจะจัดประชุมระดับนานาชาติเพื่อร่วมกันป้องกันสแกมเมอร์” และเล่าถึงเหตุล่าสุดที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไปช่วยชาวอินเดียที่ถูกหลอกไปทำสแกมเมอร์ มาจากฝั่งแม่สอดเกือบ 500 คน ส่วนความร่วมมือกับกัมพูชา ได้ตกลงไปในปฏิญญาที่ลงนามที่มาเลเซีย ข้อ 3 แล้ว
เรื่องการสำรวจขุดหาแรร์เอิร์ธ ทำให้งานเข้านายกฯ หนูรัวๆ เพราะถูกตั้งข้อสังเกตเรื่อง “ไทยเสียเปรียบอะไรหรือไม่” ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ขอให้ไต่สวนและชี้มูลความผิดนายกฯ หนู กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ กรณีลงนามใน “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน” หรือ MOU แร่ธาตุหายาก (rare earth)

เป็นการลงนามที่ไม่เปิดเผยให้ประชาชนทราบก่อน อันอาจกระทบต่ออำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติได้ อาจมีปัญหาผลกระทบทางมลพิษสิ่งแวดล้อม อาจเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 219 และในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 59 ประกอบมาตรา 41 กำหนดว่า รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ โดยที่ข้อมูลนั้นมิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงหรือเป็นความลับของทางราชการ จะต้องให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวได้โดยสะดวก แต่กลับปิดงำโดยตลอด
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยื่นหนังสือต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจแร่แรร์เอิร์ธ เปิดช่องทางให้สหรัฐล่วงรู้ข้อมูลแร่หายาก และจัดลำดับขั้นตอนดำเนินการโครงการต่างๆ สามารถได้รับสิทธิการเข้ามาลงทุนเหมืองแร่ก่อนผู้อื่น หรือแทรกแซงการยกร่าง และทบทวนแก้ไขกฎระเบียบแร่หายาก กระทบความมั่นคงประเทศ

“รัฐบาลไทยแสดงท่าทีเลือกข้าง ท่ามกลางความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างมหาอำนาจ 2 ฝ่ายในเรื่องแร่หายากที่ตึงเครียดในขณะนี้ เปิดทางให้สหรัฐแทรกแซงล่วงรู้ข้อมูลลึกด้านทรัพยากรธรรมชาติ อาจเข้าลักษณะแสวงหาอำนาจนอกอาณาเขต เหมือนสมัยล่าอาณานิคม จึงจำเป็นต้องให้ประธานสภาตรวจสอบการลงนามบันทึกความเข้าใจแร่หายาก ที่มีผลต่อการเลือกข้างด้านการเมืองระหว่างประเทศ ฝ่าฝืนหลักการรักษาความเป็นกลางด้านนโยบายต่างประเทศที่ไทยยึดถือมาตลอด ส่อเจตนาเปิดช่องให้สหรัฐแทรกแซงการบริหารบ้านเมืองไทย ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 3 ที่ระบุว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ไม่สามารถให้บุคคลชาติอื่นแทรกแซงมีอิทธิพลได้”
ด้านรัฐบาลเองก็ต้องอธิบายซ้ำ ๆ ว่า MOU เป็นแค่ “ข้อตกลงให้เกิดการเจรจา” ยังไม่ได้สำรวจขุดแร่อะไรทั้งสิ้น และ MOU ลักษณะเดียวกันนี้ สหรัฐอเมริกาก็ไปลงนามกับญี่ปุ่นด้วย ก็ยังต้องดูกันว่า เรื่องจะถูกขยายไปอีกหรือหยุด
“ทีมข่าวการเมือง”



