จากกรณี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน หลังเกิดอาการวูบและหมดสติ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยเมื่อเดินทางถึงโรงพยาบาล ทีมแพทย์ต้องเร่งทำการปั๊มหัวใจ หรือ CPR เพื่อช่วยชีวิตอย่างทันท่วงที ท่ามกลางความตกใจของผู้ใกล้ชิดและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนั้น

หลังออกจากโรงพยาบาลในช่วงเช้า นายสุริยะ ได้เดินทางไปร่วมงานบวชนายราเชน ศิลปะรายะ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ที่วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี แล้วจึงลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำ และรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชน ณ ประตูระบายน้ำสามพร้าว ตำบลสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยมีนายวัชระพล ขาวขำรมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่นเข้าร่วม

โดยนายสุรียะ กล่าวว่า วันนี้ สิ่งที่ผมมาดูไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำ แต่เป็นเรื่องของการส่งเสริมความมั่นคงของจังหวัดอุดรธานี ความมั่นคงของภาคเกษตร และความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต้องไม่ใช่การออกแบบจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องรับฟังข้อมูลจากประชาชน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกรในพื้นที่ด้วย

จากรายงานของกรมชลประทาน พบว่า ระบบบริหารจัดการน้ำของฝายบ้านสามพร้าวยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเป็นฝายน้ำล้นที่ไม่สามารถควบคุมการเปิด–ปิดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ช่วงน้ำหลากระบายน้ำไม่ทัน ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เมืองอุดรธานีและพื้นที่การเกษตรโดยรอบ ส่วนในช่วงฤดูแล้งจำเป็นต้องมีระบบกักเก็บน้ำที่เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค และการเกษตร ดังนั้น แนวทางการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องวางระบบตั้งแต่การระบาย การกักเก็บ และการจัดสรรน้ำ ควบคู่กับการใช้ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสุริยะ ยังกล่าวอีกว่า กรมชลประทานได้เสนอแผนพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยเตรียมเสนอของบประมาณในปี 2571 – 2572 วงเงินรวมประมาณ 800 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. โครงการก่อสร้างโรงสูบระบายน้ำ วงเงินประมาณ 500 ล้านบาท และ 2. โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำกึ่งฝาย วงเงินประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ  การควบคุมระดับน้ำ การระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก และการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้ง   

“เน้นย้ำให้กรมชลฯ บูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัดอุดรธานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และพี่น้องประชาชน เพราะจะเป็นผู้ที่เข้าใจสภาพปัญหา เพื่อให้การดำเนินงานตอบโจทย์ความต้องการคนในพื้นที่อย่างแท้จริง พื้นที่ตำบลสามพร้าวมีความสำคัญกับเมืองอุดรธานีและภาคการเกษตรของจังหวัด หากดำเนินการล่าช้า ความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมและภัยแล้งก็อาจกลับมาเกิดซ้ำ และผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือพี่น้องประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ ดังนั้น ขอให้ทุกหน่วยงานถือว่าเรื่องนี้เป็นภารกิจสำคัญ ต้องเร่งรัดแต่รอบคอบ ต้องเร็วแต่ถูกต้อง