กระเจียว เป็นพืชลงหัวล้มลุก อายุหลายปี ส่วนเหนือดินสูง สูง 40-60 ซม. เหง้าอวบน้ำ หัวรูปไข่ ขนาด 2-3 x 1-2 ซม. มีเหง้าที่สั้นมาก เนื้อในสีขาว หรือเหลืองอ่อน ใบเดี่ยว เรียงสลับ ออกเป็นกอ 1-5 ใบ ใบรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบมนหรือค่อยๆสอบลงสู่ก้านใบ ขอบเรียบ แผ่นใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนปกคลุมหนาแน่น กว้าง 7.5-12 เซนติเมตร ยาว 12-35 กาบใบมีขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นหลอด ช่อดอกเชิงลด ก้านช่อดอกตั้งตรง เกิดจากเหง้าใต้ดิน ลักษณะของดอกมักจะออกติดกับพื้นดิน หรือมีก้านดอกสั้นมาก
ก้านช่อดอก ยาวประมาณ 2-5 ซม. มักออกดอกก่อนเกิดใบใหม่และดอกจะเหี่ยวแห้งก่อนการสร้างใบ หรือยังคงปรากฏอยู่ในระยะเวลาอันสั้นหลังการสร้างใบ แต่ละช่อมีใบประดับรองรับ ใบประดับมีสีขาวอมเหลืองจนถึงสีชมพูอ่อน เชื่อมติดกัน และเรียงซ้อนกันหลายชั้น รูปสามเหลี่ยม หรือรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายแหลมเกือบมน กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. มีเส้นสีชมพูจาง ตามยาว ขอบทั้งสองข้างม้วนเข้าด้านใน กลีบดอกสีขาว มีกลิ่นหอม กลีบปากมีแถบสีเหลืองกว้างอยู่ตามแนวยาวของเส้นกลางแผ่นกลีบปาก ปลายแยกเป็น 2 แฉก ช่อดอกกว้าง 3-5.5 ซม. ยาว 6-8.5 ซม.ร หลอดกลีบดอก ปลายแผ่เป็นแฉก รูปขอบขนาน ปลายมีขนครุย กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 3 แฉก สั้น ๆ ปลายมีขนครุย
เกสรเพศผู้รูปแถบ โคนอับเรณูมีเดือย 1 คู่ แกนอับเรณูสั้น ปลายมน อับเรณูมีเดือยคล้ายเส้นด้าย ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ปลายโค้งเข้าด้านใน ด้านข้างอับเรณูไม่มีรยางค์ เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันรูปรีแผ่แบนคล้ายกลีบดอก ไม่เชื่อมติดกับกลีบปาก รังไข่ค่อนข้างกลม อยู่ใต้วงกลีบ มี 3 ห้อง พลาเซนตารอบแกนร่วม มีขนยาวปกคลุม ก้านเกสรเพศเมียเกลี้ยง ยืดยาวเหนืออับเรณู และถูกหุ้มด้วยเยื่อเหนืออับเรณู ผลแบบแคปซูล รูปไข่หรือค่อนข้างกลม เมล็ดขนาดเล็กสีดำ เยื่อหุ้มสีขาว
ดอกกระเจียว ที่นิยมนำมารับประทานกันนั้น คือ ดอกกระเจียวสายพันธุ์เพชรน้ำผึ้ง มีลักษณะเป็นดอกสีชมพูอมม่วง มีรสชาติหวาน กรอบอร่อย มีกลิ่นหอมรับประทานง่าย สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นเมนูผัดน้ำมันหอย แกงอ่อม แกงเลียง แกงส้ม หรือจะนำดอกสดมารับประทานคู่กับน้ำพริก ลาบ ก้อย หรือจะนำมาลวกก่อนรับประทานก็มีความอร่อยไม่แพ้กัน
สรรพคุณของกระเจียว หน่ออ่อนและดอกอ่อนของกระเจียวมีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอม เป็นยาช่วยขับลม ใบนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำใช้เป็นยาทารักษาแผลสดและช่วยห้ามเลือด ] ตามตำรับยาพื้นบ้านล้านนาและชาวเขาเผ่าอีก้อ จะใช้ต้นกระเจียวขาวทั้งต้น หัวขมิ้นขาว หัวข่าหด หัวเร่ว หัวไพล หัวว่านมหาเมฆ หัวว่านสาวหลง และหัวว่านแสงอาทิตย์ นำมาเคี่ยวกับน้ำมันพืชแล้วกรองเอากากทิ้ง เอาแต่น้ำมันมาใช้เป็นยาทาถูนวด แก้อาการปวดเมื่อย
นอกจากนี้ กระเจียวมีเส้นใยอาหาร (Fiber) ที่เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวขับถ่ายของเสียออกมา จึงช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ดี อีกทั้งเส้นใยอาหารยังสามารถจับคอเลสเตอรอลไว้เมื่อขับถ่ายออกมาถึงทำให้ลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ และเมื่อเส้นใยสัมผัสสารพิษและสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งที่มีอยู่ในอาหาร ร่างกายจึงได้รับสารพิษและสารก่อมะเร็งน้อยลงไปด้วย
กระเจียวมีประโยชน์มากแต่ก็มีโทษ และข้อระวังในการรับประทานดอกกระเจียวเป็นพืชสมุนไพร ได้แก่:รสชาติฉุนและเผ็ดร้อน ในดอกอ่อนและเหง้ามีสารออกฤทธิ์เผ็ดร้อน การทานมากเกินไปอาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารได้กากใยสูง ดอกที่บานเต็มที่มีกากใย ไฟเบอร์ มาก อาจย่อยยากสำหรับผู้ที่มีระบบย่อยอาหารอ่อนแอฤทธิ์ขับลม แม้จะช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ดี แต่หากทานในปริมาณที่มากเกินพอดี อาจทำให้เกิดอาการแน่นท้องหรือผายลมบ่อยจากการขับลม



