กลายเป็นประเด็นร้อน ในวาระการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง วุฒิสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ไม่ได้รับเลือก โดยกล่าวว่า “ดิฉันถูกโหวตออกจาก กมธ.พัฒนาการเมือง ได้คนขายหมูเข้ามาเป็น กมธ. ขอฟ้องประชาชน ว่ากระบวนการคัดสรร กมธ. ไม่ได้คำนึงถึงฐานประวัติกลุ่มอาชีพของผู้สมัครเข้ามาเป็น สว. แต่ใช้เสียงข้างมากในการโหวต” ซึ่งคำว่า “คนขายหมู” เป็นการกล่าวอ้างถึง นางแดง กองมา สว.จากอำนาจเจริญ กลุ่ม 10 กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกลุ่ม 9
ทำให้ต่อมา มีผู้ร้องเรียนให้ตั้งกรรมการจริยธรรมตรวจสอบ มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธาน เมื่อวันที่ 28 ต.ค.68 กรรมการฯ รายงานผลการพิจารณา แล้วเสร็จและเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาให้พิจารณารายละเอียดและลงมติ วันดังกล่าวพิจารณาเป็นการลับ โดยได้ใช้เวลาประชุมลับ นานกว่า 5 ชั่วโมง
ท้ายที่สุด “สว. เสียงข้างมาก” เห็นว่ากรณีเรื่องร้องเรียนของ น.ส.นันทนา ผู้ถูกร้อง ได้กระทำเป็นอันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม ของวุฒิสภา และกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 ข้อ 14,18,24,29 และ 31 เนื่องจากวางตนไม่เป็นกลาง มีอคติกับกลุ่มอาชีพ และดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เกี่ยวกับความเป็นอาชีพของบุคคลอื่น ไม่ให้เกียรติ ไม่เคารพสิทธิเสรีภาพ ส่วนบุคคล และเสียดสี สว. บุคคลอื่น
และเห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 27 มาตรา34 50 (3) และ (6) และมาตรา 107 ทั้งนี้ สว. ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 หรือ 119 เสียง เพื่อส่งต่อไปยังหน่วยงานตรวจสอบอื่น มติคือ 130 เสียงเห็นด้วย ต่อคะแนนไม่เห็นด้วย 26 เสียง และงดออกเสียง 11 เสียง ไม่ลงคะแนน 2 เสียง ดังนั้น ส่งเรื่องของ น.ส.นันทนา ไปยัง ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งยังไม่รู้ว่า จะผิดถึงขั้นยื่นให้ศาลฎีกาฯถอดถอนหรือไม่
กรณี น.ส.นันทนา ถือเป็นครั้งแรกที่ สว. มีมติให้ผิดจริยธรรมร้ายแรง ส่วน สว.ที่มีข่าวเกี่ยวกับการแสดงท่าทีหยาบคายใส่ รปภ.รัฐสภา สว.ที่ถูกร้องเรียนเรื่องชู้สาว ยังอยู่ในชั้นการพิจารณา การที่เรื่องของ สว.นันทนา เสร็จก่อน อาจมองได้ว่า “ก็เป็นเรื่องที่เห็นซึ่งหน้าในที่ประชุม และตีความได้ไม่ยาก” หรืออีกประเด็นทำให้ ถูกมองว่า เป็นการกลั่นแกล้ง เพราะที่ผ่านมาๆ “สว.กลุ่มนันทนา” ประกาศตัวไม่เอาด้วยกับ “สว. สีน้ำเงิน”
ทำให้ “สว.นันทนา” แถลงเดินหน้าขอสู้ต่อไป โดยยืนยัน ว่า “สิ่งที่ดิฉันถูกกระทำคือการพยายามที่จะเรียกร้องให้จัดกรรมาธิการไปตามกลุ่มอาชีพและความถนัด แต่กลับถูกลงมติให้ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง นี่คือการสมคบคิดมาตั้งแต่ต้น เพราะผู้ที่มาร้องเป็นทนายซึ่งรับจ้างมา และวันที่พบกับดิฉันก็มาขอโทษ บอกว่าอาจารย์เป็นคนดีแต่ต้องทำ”
สิ่งที่เป็นความไม่น่าชอบธรรมอีกอย่างที่ “สว.นันทนา” ตั้งข้อสังเกตคือ เมื่อยื่นเรื่องเข้ามาทางคณะกรรมการจริยธรรมก็รีบรับ และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งในฐานะ “ผู้ถูกร้อง” ไม่ได้ไปให้ปากคำ แล้วยังมีการลงมติกันลับๆ ก่อนที่จะมาสั่งกดปุ่มในสภาอีกรอบ “การลงมติวันนี้เป็นไปตามที่ สส.ท่านหนึ่งโพสต์ว่า คนที่พัวพันฮั้วคดี สว.มาตัดสินจริยธรรมคนที่เปิดโปง” และว่าการแจกเอกสารในห้องประชุมก็บิดเบือน ข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องแล้วให้ สว.อ่าน และลงมติ
สิ่งที่ “สว.นันทนา” เปิดเผยและน่าสนใจอีกอย่างคือ “พวกเรา ( สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ หรือกลุ่มอิสระ ) อยู่ในสภาแห่งนี้อยู่ด้วยการถูกกดขี่ข่มเหงไม่ได้เป็น กมธ.พิจารณากฎหมายแม้แต่คณะเดียว สว.อื่นใส่ชื่อซ้ำไปซ้ำมา บางคนเป็น 20 กว่าคณะ ซึ่งเหมือนเป็นการ “กระตุกให้คิด” ว่า มี สว.เป็นตัวเดินเกมไม่กี่คน ที่เหลือไว้คอยยกมือหรือไม่ ? ย้ำภาพ “สว.สั่งได้”
การต่อสู้ต่อไป “กลุ่มพันธุ์ใหม่ –กลุ่มอิสระ” คงต้องพึ่งพาพลังของ “กลุ่ม สว.สำรอง” ช่วยตีแผ่ความไม่ชอบธรรมใน “สภาสูง” ร่วมกับที่จี้เอาผิดบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว.เพราะมีข้อครหาว่า “ฮั้ว”
และคงต้องหวังไปถึงว่า ผลการตรวจสอบฮั้ว สว.จะออกมาเสียที ซึ่งอาจเป็นตัวพลิกเกมสภาสูงได้!!



