สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองเกียร์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ว่า กลุ่มเกษตรกร เบลโปเตโต กล่าวว่า เบลเยียมตั้งเป้าที่จะผลิตหัวมันฝรั่งได้ประมาณ 5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 11% จากเมื่อปี 2567 และเกือบครึ่งตันต่อประชากร

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของพื้นที่เพาะปลูกมันฝรั่ง ซึ่งเป็นผลมาจากอุตสาหกรรมมันฝรั่งทอดแช่แข็งของประเทศ ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลก แต่ในทางกลับกัน เบลเยียมกำลังได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากเอเชีย

คนงานกำลังทำงานภายในโรงงานคัดแยกมันฝรั่งเศส ที่เมืองเกียร์ ทางตะวันออกของเบลเยียม

อุตสาหกรรมดังกล่าวขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และปัจจุบัน เบลเยียมได้กลายเป็นผู้ผลิตมันฝรั่งทอดรายใหญ่ที่สุดของยุโรปและของโลก โดยเมื่อปี 2567 มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์มันฝรั่งปรุงสุกและแช่แข็งอยู่ที่ 3,000 ล้านยูโร (ราว 112,953 ล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 3 เท่าจากเมื่อปี 2558 ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติของสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท)

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตเฟรนช์ฟรายส์แช่แข็งกำลังเผชิญกับวิกฤตbการณ์ครั้งใหม่ จากภาษีนำเข้าที่รุนแรงขึ้นถึง 3 เท่าในตลาดหลักอย่างสหรัฐ รวมไปถึงค่าเงินยูโรที่แข็งค่า และคู่แข่งเกิดใหม่ เช่น อินเดีย จีน และอียิปต์ โดยตัวเลขอุตสาหกรรมระบุว่า การส่งออกเฟรนช์ฟรายส์แช่แข็งลดลง 6.1% ในปีงบประมาณสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.

มากไปกว่านั้น ราคาของมันฝรั่งที่คงเหลือหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็ดิ่งลงแตะ 15 ยูโรต่อตัน (ราว 564 บาท) ซึ่งลดลงจากจุดสูงสุดที่ประมาณ 600 ยูโรต่อตัน (ราว 22,590 บาท) เมื่อปีที่แล้ว ถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า แม้การที่ผู้ผลิตมันฝรั่งทอดและเกษตรกรทำสัญญาซื้อขายตามฤดูกาลก่อนการเก็บเกี่ยว จะช่วยปกป้องรายได้ของผู้ปลูกมันฝรั่ง แต่เกษตรกรบางรายอาจต้องเริ่มทบทวนการลงทุน และเตรียมรับมือกับการเจรจาที่ยากลำบากในปีหน้า.

เครดิตภาพ : AFP