พฤติกรรมเนือยนิ่ง เสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าหากต้องการมีสุขภาพที่ดี ควรมี “กิจกรรมทางกาย” อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (ทีแพค) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกันสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และสนับสนุนการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม กระตุ้นให้ประชาชนหันมาออกกำลังกาย และสร้างกิจกรรมทางกาย ดำเนินงานต่อเนื่องมากว่า 12 ปีแล้ว จนมาถึงวันนี้ประเทศไทยได้รับการยกย่องให้เป็นโมเดลการสร้างกิจกรรมทางกาย
ระหว่างวันที่ วันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงสาธารณสุข สสส.และ ทีแพค เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสัมมนาด้านกิจกรรมทางกายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2025 ภายใต้งาน South-East Asia Physical Activity Conference 2025 (SEAPAC 2025) ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ หวังสานพลังขยับ เพื่อสร้างโอกาสในการมีกิจกรรมทางกายอย่างเสมอภาค

ดร.นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เปิดเผยว่า การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการและผลการวิจัย ไปสู่การพัฒนานโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ส่งเสริมให้ประชาชนในภูมิภาคสามารถเข้าถึงและมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น อันจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั้งในประเทศไทย ระดับภูมิภาค และระดับโลก

“นี่คือก้าวแรกของความร่วมมือในการสร้าง Physical Activity Hub เพื่อเป็นกลไกกลางในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางกายทั้งในระดับบุคคล ระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ในระดับบุคคล ควรเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือระดับหนักอย่างน้อย 85 นาทีต่อสัปดาห์ ในระดับประเทศ ต้องการยกระดับอัตราการมีกิจกรรมทางกายของประชากรจากร้อยละ 68 ให้ถึงร้อยละ 75 และในระดับภูมิภาค และระดับโลก ยังต้องลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทุน และนโยบายสนับสนุน ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือและแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในเวที SEAPAC 2025 นี้” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวต่อว่า การสร้างกิจกรรมทางกายในประเทศไทย ยังมีความท้าทาย ซึ่งการยกระดับอัตรากิจกรรมทางกายให้ถึงร้อยละ 75 ต้องประกอบด้วย 4 เรื่องดังนี้ 1.ปัจจัยเชิงกายภาพ เช่นการเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ 2.ด้านนโยบายที่ต้องอาศัยภาคการเมืองในการจัดสรรงบประมาณ 3.ภาครัฐควรเพิ่มความเข้มข้นทางวิชาการและการปรับระบบบริการ เช่นให้พื้นที่โรงพยาบาล โรงเรียนเป็นจุดให้ความรู้เรื่องกิจกรรมทางกาย 4.สังคมต้องช่วยปรับมุมมองว่า กิจกรรมทางกายเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ได้จำกัดแค่การเล่นกีฬา

ทั้งนี้ประเทศไทยจะนำเสนอผลงานเด่น 4 ด้าน ได้แก่
- Active Society โมเดลการสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักในสังคม เช่น กิจกรรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพ Thai Health Day Run
- Active Environmentโมเดลการออกแบบพื้นที่สุขภาวะที่เข้าถึงได้ทั่วถึงและเท่าเทียม เช่น Pocket Park, Pop-up Park และการออกแบบเมืองที่เอื้อต่อการเดินและปั่นจักรยาน
- Active People ตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมทางกายในระดับพื้นที่และชุมชนสำหรับทุกกลุ่มวัย ทั้งเด็ก เยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ รวมถึงนวัตกรรมและโรงเรียนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย
- Active System ระบบสนับสนุนการทำงานที่เข้มแข็ง เช่น ฐานข้อมูล นวัตกรรม และงานวิจัยวิชาการ

รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (ทีแพค) กล่าวว่า งานนี้ถือเป็นครั้งแรกของการริเริ่มงานสัมมนากิจกรรมทางกายระดับภูมิภาค ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 700 คนจาก 14 ประเทศ เป็นการรวมตัวของบุคลากรที่ทำงานด้านกิจกรรมทางกายที่สำคัญทั้งระดับโลก เอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรมใหม่ การออกแบบโมเดลที่มีความหลากหลายของการมีกิจกรรมทางกาย ในแต่ละประเทศที่นำไปสู่การปฏิบัติจริง
การประชุมครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เช่น ศาสตราจารย์เจสัน ลี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อกิจกรรมทางกาย โดยมุ่งเน้นไปที่การวิจัยผลกระทบต่อสุขภาพและการออกกำลังกาย งานวิจัยของท่านเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้น หรือสภาพอากาศสุดขั้ว ศาสตราจารย์ อาจารย์ มาร์ค เอส. เทรมเบลย์ จาก Active Healthy Kids Global Alliance ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างเครือข่ายนักวิชาการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชน (80 ประเทศ)

นอกจากนี้ ภายในงาน SEAPAC 2025 ยังมีกิจกรรมทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ การนำเสนอผลงานวิชาการกว่า 110 ผลงาน ทั้งในรูปแบบ Oral และ Poster Presentation การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshops) ที่รวบรวมองค์ความรู้และประสบการณ์เชิงปฏิบัติด้านกิจกรรมทางกายจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ รวมถึง Plenary และ Symposium Sessions ที่นำเสนอประเด็นร่วมสมัย งานวิจัย และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางขับเคลื่อนกิจกรรมทางกายในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ภายในงานยังมี e-Exhibition Showcase แสดงผลงานจากหน่วยงาน องค์กร และภาคีที่ดำเนินงานด้านกิจกรรมทางกายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้และแรงบันดาลใจร่วมกัน มีการประชุม ณ ที่ตั้งที่เปรียบเสมือนเวทีสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านกิจกรรมทางกาย (PA Networking) เพื่อเชื่อมโยงภาคีและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ

ตลอดจนกิจกรรม Innovation Pitching สำหรับเยาวชนและนักวิจัยรุ่นใหม่ เพื่อนำเสนอแนวคิดสร้างสรรค์ด้านกิจกรรมทางกายและหาแนวทางต่อยอดสู่การพัฒนาในอนาคต งานสัมมนาครั้งนี้ออกแบบภายใต้แนวคิด Healthy Active Meeting เพื่อส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมได้เคลื่อนไหวระหว่างการเรียนรู้ ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และสร้างบรรยากาศของการมีส่วนร่วมอย่างกระฉับกระเฉงและสร้างสรรค์ สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://seapac2025.org/
“SEAPAC 2025 ถือเป็นก้าวสำคัญของการรวมพลังในภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมกิจกรรมทางกายทั้งในเชิงวิชาการ นโยบาย และการปฏิบัติจริง โดยมุ่งสร้างพื้นที่ให้ประเทศสมาชิกและภาคีเครือข่ายได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และแนวทางการทำงานที่สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม งานนี้ยังเป็นเวทีเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาว ที่จะต่อยอดสู่การพัฒนา Roadmap ด้านกิจกรรมทางกายของอาเซียน และการติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องทุก 3 ปี เพื่อสร้างสังคมที่กระฉับกระเฉงและเท่าเทียมในระดับภูมิภาค” ” ดร.ปิยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย



