“ข่า” นอกจากถูกนำมาใช้ในการประกอบอาหารให้มีรสชาติจัดจ้านแล้ว ยังเป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมายต่อร่างกาย

“สถาบันการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร” บอกเล่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของ “ข่า” ว่า มีสารสำคัญ คือ Galangin ที่ช่วยยับยั้งไวรัสที่จะเข้าสู่เซลล์ปอด และยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสได้ และยังมีสารเควอซิทิน” ที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านไวรัส และต้านมะเร็งได้

สรรพคุณทางยาไทยของ “ข่า”

ช่วยขับลม, ช่วยย่อย, ขับน้ำดี, แก้สะอึก, แก้ไอ, แก้หอบหืด, เพิ่มการไหลเวียนเลือด, บำรุงกำลัง, ลดอาการปวด ฟกช้ำ หรือบวม, ลดการอักเสบ, แก้ปวดเมื่อย ปวดข้อ ปวดฟัน หรือปวดท้องประจำเดือน, แก้ผดผื่นคัน ลมพิษ หรือกลากเกลื้อน และดับกลิ่น

การศึกษาวิจัยสมัยใหม่ พบสรรพคุณของ “ข่า” ดังนี้

-มีฤทธิ์แก้ปวด ลดอักเสบ

-ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ต้านเนื้องอก

-ฤทธิ์ขยายหลอดลม

-น้ำมันหอมระเหย มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา

-ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : สารสกัดจากข่ามีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา Candida albicans (ขึ้นกับตัวทำละลายที่ใช้ ; น้ำผสมออกฤทธิ์น้อย) ยิ่งไปกว่านั้น มีการศึกษาผลเสริม ระหว่างสารสกัดข่ากับยาปฏิชีวนะ พบว่าเพิ่มประสิทธิภาพในการยับยั้งแบคทีเรีย เช่น E. coli, S. aureus

ตัวอย่างตำรับยาจาก “ข่า”

-ยากัดเสลด : ใช้ข่าหลวง ฝนใส่น้ำผึ้งกิน

-ยาเก๊าท์ : นำข่ามาตำ ราดด้วยเหล้า แล้วทำห่อประคบ หรือซอยพลูลงไปเพิ่ม เพื่อประคบ บรรเทาปวดจากเก๊าท์

-ยาแก้พิษแมงมุม : นำข่ามาฝนกับเหล้า แล้วทาบริเวณที่ถูกแมงมุมกัด

-ยารักษาเท้าแพลง ข้อเท้าบวม : โขลกข่าแก่ คั้นน้ำออกบ้าง แล้วพอก จากนั้นเอาผ้าพันทิ้งไว้ แต่ก่อนพอก ควรทาน้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าวก่อน เพราะข่ามีฤทธิ์ร้อน อาจทำให้ผิวหนังพองได้

-ดับกลิ่นตัว กลิ่นเท้า : ใช้ข่าทั้ง 5 (ทั้งต้น) ต้มน้ำ ผสมน้ำอาบ หรือใช้ราดตัวหลังอาบน้ำ