เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ทีมสัตวแพทย์จากเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 2 (กระบกคู่) รายงานความคืบหน้าอาการของ “ข้าวต้ม” ลูกช้างป่าที่ได้รับการช่วยเหลือและอยู่ระหว่างการรักษาดูแลอย่างใกล้ชิด โดยทีมสัตวแพทย์ได้ติดตามอาการต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. ถึง 1 พ.ย. เวลา 09.00 น.

จากการตรวจติดตามอาการ พบว่าลูกช้างป่าข้าวต้มสามารถกินนมและน้ำข้าวต้มได้ แต่ปริมาณยังน้อยกว่าที่สัตวแพทย์คำนวณไว้ โดยพบปัสสาวะมีสีขุ่นและอุจจาระเหลวสีเหลือง ทีมสัตวแพทย์จึงให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยพยุงระดับน้ำตาลในเลือด พร้อมทั้งให้โปรตีนเสริม (กรดอะมิโนที่จำเป็น) และวิตามินรวม

โดยเมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 31 ต.ค. ทีมสัตวแพทย์ได้ดำเนินการให้สเต็มเซลล์ทางหลอดเลือดดำเพื่อช่วยลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหารและอวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาที่มุ่งเน้นฟื้นฟูร่างกายของลูกช้างอย่างครอบคลุม ขณะนี้อาการแผลในช่องปากของข้าวต้มดีขึ้น แผลบริเวณสะดือและอวัยวะเพศแห้งดี รวมถึงแผลถลอกโดยรอบมีการฟื้นตัวต่อเนื่อง ทีมสัตวแพทย์ยังคงทำการรักษาอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ยังได้ทำการรักษาแผลกดทับบริเวณสะโพกทั้งสองข้าง โดยใช้วิธีการเจาะดูดและลงยาชารอบแผล ร่วมกับการทำเลเซอร์เพื่อลดการอักเสบและบวมของแผล อีกทั้งได้ทำการนวดและยืดเหยียดขาเพื่อเป็นการกายภาพบำบัด โดยจะทำเฉพาะเมื่อสภาวะร่างกายของลูกช้างอยู่ในเกณฑ์ปกติ

โดยมี สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก สพ.ญ.มัชฌมณ แก้วพฤหัสชัย หัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 2 (กระบกคู่) น.สพ.นภัส เสวกวรรณ และ น.สพ.วิศรุต ปิยะศิริศิลป์ กลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ดูแลอย่างใกล้ชิด