เมื่อวันที่ 2 พ.ย.68 พ.ต.อ.นฤวัต พุทธวิโร ผกก.ตม.จ.สุราษฎร์ธานี นำกำลังร่วมกับชุดสืบสวน จว.สุราษฎร์ธานี  เข้าซุ่มและจับกุม นายโอเชอร์ ฟาร์ฮี (MR.OSHER FARHI ) อายุ 22 ปี สัญชาติอิสราเอล ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดและมีหมายจับ ข้อหาปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืน ในประเทศอิสราเอล ซึ่งหลังก่อเหตุได้หลบหนีมากบดานในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการประสานงานขอความร่วมมือจากสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจและความมั่นคงภายใน สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ในการติดตามตัวจับกุมตัวนายโอเชอร์ เพื่อนำตัวกลับไปดำเนินคดี พร้อมได้แจ้งรายละเอียดของคดีพบว่า นายโอเชอร์ ได้ร่วมกันกับผู้ต้องหาสัญชาติอิสราเอลอีก 2 คน ใช้อาวุธปืนปล้น ข่มขู่ และงัดแงะบ้านของเหยื่อในประเทศอิสราเอล รวมทั้งได้ลักทรัพย์ เช่น เครื่องประดับ หนังสือเดินทาง และเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา (แล็ปท็อป) หลังจากนั้นได้หลบหนีมากบดานในประเทศไทย โดยพบความเคลื่อนไหวนายโอเชอร์ จากสัญญาณอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพาหรือแล็ปท็อปของผู้เสียหายที่ได้ปล้นมาจากประเทศอิสราเอลและได้นำติดตัวมาประเทศไทยด้วย พบพิกัดการใช้อุปกรณ์แล็ปท็อปอยู่ในพื้นที่เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานี นอกจากนี้ยังพบว่านายโอเชอร์ มีพฤติกรรมและประวัติการก่ออาชญากรรมอื่นอีก เช่น การค้ายาเสพติด และการใช้ความรุนแรงกับบุคคลอื่นมาแล้วหลายครั้ง 

หลังรับการประสาน ชุดสืบสวน ตม.สุราษฎร์ธานี ได้ร่วมกับ  ชุดสืบสวน ภ.จว.สุราษฎร์ธานี  ออกสืบสวนหาข่าว จนพบว่า นายโอเชอร์ แจ้งการเข้าพักไว้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ท่องเที่ยวหาดเฉวง ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย  แต่จากการเข้าไปตรวจสอบไม่พบตัว และไม่ได้เข้าพักที่โรงแรมตามแจ้ง จึงได้สืบสวนเพิ่มเติมจนทราบข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 27 ต.ค.68 นายโอเชอร์ ได้จองตั๋วเครื่องบินเตรียมตัวจะเดินทางหลบหนีออกนอกพื้นที่ ผ่านทางสนามบินนานาชาติสมุย ในวันที่ 2 พ.ย. เจ้าหน้าที่จึงได้วางกำลังดักซุ่มรอบพื้นที่สนามบิน จนกระทั่งพบตัวนายโอเชอร์ กำลังลงจากรถแท็กซี่ เดินเข้ามาภายในอาคารผู้โดยสารสนามบินนานาชาติสมุย เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าแสดงตัวและตรวจสอบเอกสารหนังสือเดินทาง จากนั้นจึงได้แจ้งคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและแจ้งคำสั่งควบคุมตัวเพื่อดำเนินการผลักดันส่งกลับตามกฎหมายคนเข้าเมืองให้แก่นายโอเชอร์ทราบ และควบคุมตัวไว้เพื่อผลักดันส่งกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศต้นทางต่อไป

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้มีนโยบายให้กำชับชาวต่างชาติที่อยู่ในพื้นที่ ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่นยอมรับการอยู่ในสังคมร่วมกับคนไทย และให้กวดขันจับกุมชาวต่างชาติที่กระทำความผิดทั้งในประเทศและผู้ที่หลบหนีการกระทำความผิดมากบดานในพื้นที่  สำหรับผู้ต้องหารายนี้ ตม.จะได้ขึ้นบัญชีดำ ห้ามเดินทางเข้ามายังประเทศไทยอีกต่อไป.