
ซีพีแรม สานต่อความมุ่งมั่นสู่ความยั่งยืนด้วยการดำเนินโครงการ ‘ปลูกเพื่อโลกยั่งยืน’ เป็นปีที่ 12 โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับภาครัฐและชุมชนในพื้นที่อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ยืนต้นและแจกพันธุ์กล้าไม้รวมกว่า 1,000 ต้น ครอบคลุมพื้นที่กว่า 9,600 ตารางเมตร เพื่อขยายพื้นที่สีเขียวและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศภาคใต้ กิจกรรมดังกล่าวได้รับเกียรติจาก สุวิทย์ สุริยะวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เข้าร่วม สะท้อนถึงความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และประชาชน ในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

‘วิเศษ วิศิษฏ์วิญญู’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด เปิดเผยว่า โครงการปลูกเพื่อโลกยั่งยืน ไม่ได้เป็นเพียงการปลูกต้นไม้ แต่เป็นการสร้างรากฐานของอนาคตที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ทั้งในมิติของการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ระบบนิเวศบนบก และการสร้างความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการลงมือปฏิบัติและการวัดผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การปลูกป่าเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงในการสร้างแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Sink) และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา ซีพีแรมได้ดำเนินการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 65,000 ต้น และแจกจ่ายพันธุ์กล้าไม้สะสมไปแล้วกว่า 87,000 ต้น พร้อมตั้งเป้าหมายปลูกให้ครบ 120,000 ต้น ภายในปี 2573 เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสนับสนุนเป้าหมายขององค์กรในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050


วิเศษกล่าวต่อไปว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จในโครงการคือการทำงานร่วมกับชุมชน เพราะคนในชุมชนคือผู้ดูแลป่าอย่างแท้จริง ดังนั้น การปลูกป่าในพื้นที่ชุมชนจึงไม่ใช่กิจกรรมที่สิ้นสุดลงในวันเดียว แต่เป็นกระบวนการระยะยาวที่คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดูแลต้นไม้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบำรุงดิน การใส่ปุ๋ย และการติดตามผลในระยะยาว
นอกเหนือจากภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม ซีพีแรมยังได้ขยายแนวคิดความยั่งยืนควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในทุกพื้นที่ที่ตั้งโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นลำพูน นครสวรรค์ สุราษฎร์ธานี และชลบุรี โดยแต่ละแห่งจะดำเนินโครงการร่วมกับชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในมิติที่รอบด้าน ทั้งการสร้างงาน สร้างรายได้ และการพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่คนท้องถิ่น โดยเฉพาะการจ้างงานคนในพื้นที่ในระบบไปเช้าเย็นกลับ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้คนมีรายได้หมุนเวียนในชุมชนแล้ว ยังกระตุ้นให้เกิดธุรกิจต่อเนื่อง เช่น บ้านเช่า ร้านค้า และบริการต่าง ๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้คึกคัก


ในด้านการส่งเสริมเกษตรกร ซีพีแรมรับซื้อผลผลิตจากชุมชนมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหาร อาทิ กะเพราที่เพาะปลูกในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ ซึ่งบริษัทมีความต้องการใช้ในปริมาณมากเพื่อผลิตเมนูยอดนิยมอย่าง “ข้าวผัดกะเพรา” รวมถึงการรับซื้อใบเหลียงจากภาคใต้เพื่อนำมาแปรรูปและจำหน่ายในภาคกลาง จนเกิดเป็นเมนู “ใบเหลียงผัดไข่” ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรท้องถิ่นและขยายช่องทางการตลาดของผลผลิตในวงกว้าง
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการพัฒนาบุคลากรในชุมชนผ่านการศึกษา โดยเฉพาะในจังหวัดกระบี่ ซึ่งบริษัทเตรียมก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ พร้อมวางแผนรับนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เข้าศึกษาต่อในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระยะเวลา 3 ปี ที่ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ด้วยทุนเต็มจำนวน และรับประกันการมีงานทำเมื่อเรียนจบ โดยผู้เรียนจะกลับมาทำงานในโรงงานจังหวัดกระบี่เมื่อเปิดดำเนินการ ซึ่งบริษัทฯ ยังสนับสนุนให้ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) เพื่อสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพให้สามารถเติบโตในสายอาชีพจนถึงระดับผู้บริหาร เป็นการพัฒนาคนในพื้นที่อย่างครบวงจร
นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในทุกกิจกรรม เพื่อให้ชุมชนเข้าใจแนวคิดเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) และคาร์บอนเครดิต พร้อมทั้งเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยปัจจุบันมีการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 65,000 ต้น และอยู่ระหว่างการคำนวณคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการปลูกป่า
“โครงการทั้งหมดที่ซีพีแรมดำเนินการในทุกพื้นที่สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบจากชุมชน การสร้างงาน การพัฒนาทักษะบุคลากร และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเป้าหมายของบริษัทไม่จำกัดอยู่เพียงแค่การเติบโตทางธุรกิจ แต่คือการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจและสังคมที่เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน เพื่อให้ทุกชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงในระยะยาว” วิเศษกล่าวทิ้งท้าย



