เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ราชบัณฑิตสภา ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวปาฐกถารำลึก “ศ.เกียรติคุณ นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการควบคุมยาสูบในประเทศไทย” ตอนหนึ่งว่า ศ.เกียรติคุณ นพ.อรรถสิทธิ์ เป็นผู้มีคุณูปการในการผลักดันเรื่องการสูบบุหรี่มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม ประมาณปี 2529 เนื่องจากขณะนั้นคนไทยสูบบุหรี่จำนวนมาก เพศชายสูบมากถึง 2 ใน 3 ส่วนเพศหญิงสูบมากถึง 11% และเริ่มมีการป่วยโรคทางเดินหายใจ โรคปอด โรคถุงลมโป่งพองมากขึ้น ขณะที่สหรัฐอเมริกามาเจรจานำเข้าบุหรี่มาขายในประเทศไทยโดยขอให้สามารถโฆษณาได้ และยกเว้นภาษีขาเข้า แต่ประเทศไทยไม่ยอมเพราะเห็นตัวอย่างจากญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ที่ยอมให้ไปก่อนหน้านี้ทำให้ 3 ประเทศนี้เวลาจะออกกฎหมายมาควบคุมการตลาดใดๆ ต้องให้อเมริกายินยอมก่อน ดังนั้นไทยจึงไม่ยอมและต่อสู้นานถึง 2 ปี จนต้องส่งไปให้องค์การการค้าโลกตัดสิน โดยประเทศไทยไม่ต้องยกเลิกกฎหมายห้ามโฆษณาบุหรี่และยังมีสิทธิเรียกเก็บภาษีขาเข้าด้วย ทำให้การขยายตลาดบุหรี่ในประเทศไทยเป็นไปได้ยาก อัตราสูบต่อปีไม่ได้เพิ่มขึ้น
“การทำงานเรื่องนี้ในสมัยอาจารย์อรรถสิทธิ์ ซึ่งผมเป็นลูกน้องท่านอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ช่วยเหลือและปรึกษางานกับท่านตลอดมาทุกขั้นตอน ท่านอาจารย์อรรถสิทธิ์เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ทำให้เราออกกฎหมายยาสูบตั้งแต่ปี 2535 และมีการขึ้นภาษียาสูบปี 2536 ได้พูดคุยเรื่องตั้ง สสส.เมื่อปี 2542 และตั้งสำเร็จเมื่อปี 2544 นี่คือคุณูปการที่ท่านได้ทำไว้” ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต กล่าว

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต กล่าวว่า สำหรับภารกิจของเราที่ต้องทำต่อไปคือ 1. ให้ความรู้ 2. ขยายเครือข่าย 3. ผลักดันนโยบาย ซึ่งการเกิดขึ้นของ สสส.เข้ามาช่วยได้มาก แต่ยอมรับว่ายังมีอุปสรรคและความท้าทายหลายเรื่องที่จะต้องร่วมมือกันผลักดัน เช่น การปราบปรามบุหรี่เถื่อน ซึ่งสร้างความเสียหายมาก เพราะทำให้รัฐไม่มีรายได้ คนสูบบุหรี่เยอะขึ้น นอกจากนี้ยังมีความท้าทายเกี่ยวกับเรื่องของการเก็บภาษีบุหรี่อัตราเดียว การรณรงค์ให้ความรู้ การบังคับใช้กฎหมายห้ามขายบุหรี่ให้เด็ก การห้ามสูบในที่สาธารณะ ซึ่งต้องทำพร้อมกันในระดับจังหวัดทุกจังหวัด เพราะการดำเนินการจากส่วนกลางลงไปอาจจะไม่ตอบโจทย์ และ 4. งบประมาณไม่เพียงพอ ทั้งนี้ทั่วโลกมีการสำรวจทุกๆ 2 ปี พบว่าอุปสรรคใหญ่คือ 1. การขัดขวางแทรกแซงจากบริษัทบุหรี่ 2. ความตั้งใจทางการเมือง 3. ขาดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ดังนั้น มูลนิธิฯ สสส. เรารู้ว่า สิ่งที่เราต้องทำนั้นคืออะไรบ้าง แต่เราต้องการการสนับสนุนมากกว่านี้ ทุกหน่วยงานต้องร่วมกัน กระทรวงการคลังจะต้องจัดการเรื่องภาษี ปราบบุหรี่เถื่อน กระทรวงศึกษาต้องให้ความรู้เด็กนักเรียน การบังคับใช้กฎหมาย เป็นต้น
“จริงๆ ทั้งหมดนี้อยู่ที่รัฐบาลว่ามีความสนใจแค่ไหน อย่างรัฐบาลที่แล้วช่วงต้นก็ไม่ได้สนใจเรื่องการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่งมาสนใจในตอนหลังพอมีการปราบปรามสถานการณ์ก็ดีขึ้น ดังนั้นเราต้องช่วยกันต่อไปเพราะบุหรี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คนไทยป่วยและเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ถ้าเราไม่จัดการให้ดี สปสช.จะรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว รัฐบาลต้องมีนโยบายสาธารณะเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ การขึ้นภาษี” ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต กล่าว

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะทายาท ศ.เกียรติคุณ นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า หลายเรื่องที่ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต ปาฐกถา เป็นบทเรียนสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะทั้งกระบวนการและศิลปะ ตนขอขอบคุณที่ทุกท่านมาร่วมลำลึกถึงคุณพ่อ ส่วนตนฐานะทายาทได้รับการสั่งสอนเรื่องอันตรายจากบุหรี่ และยื่นคำขาดว่าห้ามสูบบุหรี่ อย่างไรก็ตาม งานหลายเรื่อง ตนเกี่ยวข้องโดยตรง นายพิสิษฐ์ ลี้อาธรรม กับตนก็เป็นฝ่ายยืนอยู่ข้างว่า สสส. ควรได้รับงบจากภาษีเหล้า บุหรี่ เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระ ย้ำว่าตนให้ความสำคัญกับเรื่องบุหรี่ และเรื่องของ สสส.
“ผมตั้งใจตั้งแต่ต้น ตอนเป็นนายกรัฐมนตรี ผมจะเป็นนายกฯ ที่ไม่เหมือนคนอื่น เพราะคนอื่นจะมอบงานด้านสังคมให้กับรองนายกฯ ดูแล แต่ผมทำตรงกันข้าม โดยจะรับเรื่องทางสังคมมาทั้งหมด และเข้าประชุมด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ การศึกษา คนพิการ ผู้สูงอายุ เพราะมองว่า ประเด็นเหล่านี้ถูกละเลยได้ง่าย ส่วนใหญ่ไปกังวลเรื่องเศรษฐกิจ ที่จริงเรื่องที่ตนมอบไปตั้งแต่ตอนนั้น คือเรื่องคนติดพนัน แล้วปัจจุบันพบว่าพนันออนไลน์เข้ามาเยอะเลย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว.



