เป็นเรื่องราวการต่อสู้เพื่ออิสรภาพในฐานะศิลปินที่ยาวนานกว่า 4 ปี สำหรับนักร้องสาวมากความสามารถ “พลอยชมพู-ญานนีน ภารวี ไวเกล” ที่ตัดสินใจยื่นฟ้องอดีตต้นสังกัดค่ายเพลงที่ประเทศมาเลเซีย หลังเกิดปัญหาผิดสัญญา และถูกจำกัดโอกาสในการทำงานจนแทบไม่มีผลงานออกมาตามที่ตกลงไว้
ล่าสุด (3 พ.ย.) พลอยชมพู พร้อมด้วย นางสาวรัชดาวรรณ กีฬา และ นายธีรพัฒน์ อุไพพานิช ทนายความที่ปรึกษาจากประเทศไทย ได้จัดงานแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและอัปเดตความคืบหน้าของคดี ณ “WorkWize Co-Working space” ศูนย์การค้าเดอะสตรีท รัชดา
พลอยชมพู เผยว่า “เรื่องที่หนูฟ้องค่ายเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งต้นเหตุของเรื่องเกิดจากความเห็นที่ไม่ตรงกันของสัญญา ในมุมมองของหนูและทีมกฎหมาย เราเข้าใจว่าสัญญาได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ในทางคู่กรณีเชื่อว่าสัญญายังมีผลอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย เพื่อให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย ระหว่างทางหนูได้ยื่นขอความคุ้มครอง และได้รับอนุญาตจากศาลให้ปล่อยเพลงได้จากปกติในระหว่างที่คดียังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอยู่ ทำให้หลายคนเข้าใจว่าหนูชนะคดีไปแล้ว แต่จริงๆ แล้วคดีเพิ่งมีคำวินิจฉัยรอบแรกออกมาเมื่อไม่นานนี้เอง”
“เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมา ศาลได้มีคำตัดสินว่าหนูแพ้คดี หลังจากที่ได้รับทราบผล หนูรู้สึกว่ายังมีหลายประเด็นอยากให้ศาลพิจารณาเพิ่มเติม ดังนั้นหนูและทีมทนายได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อให้กระบวนการนี้ได้ดำเนินต่อไปอย่างเป็นธรรม หนูยอมรับว่าการต่อสู้คดีแบบนี้ใช้เวลานานและทุนมหาศาล เพื่อให้ได้รับอิสรภาพในการทำงานของหนูกลับมาใหม่ ทั้งค่าทนายความหลายล้านบาท รวมถึงค่าอื่นๆ เพื่อให้สามารถจัดการดำเนินคดีอย่างรอบคอบที่สุดค่ะ ที่หนูมาแถลงข่าววันนี้เพื่ออัปเดตข้อเท็จจริงให้ตรงกัน เพื่อยืนยันกับทุกคน หนูยังทำงานต่อไปได้ และยังรับงานได้ค่ะ”
“หนูยังรักในการร้องเพลง (เสียงสั่น) การแสดง และหนูยังอยากทำผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องต่อไป เพราะว่าสำหรับหนูการอยู่ในวงการมันไม่ใช่แค่อาชีพ แต่เป็นสิ่งที่หนูทำมาตลอดชีวิตและมันยังเป็นสิ่งที่ทำให้หนูรู้สึกว่าชีวิตยังมีความหมายอยู่ค่ะ (น้ำตาคลอ) ในช่วงเวลาที่ผ่านมา หนูต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางกฎหมาย ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งการทำงานและสภาวะทางจิตใจเป็นอย่างมาก แม้กระบวนการที่เกิดขึ้นจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมที่ทุกคนเคารพ แต่มันสร้างความกดดัน ความเครียด และเหนื่อยให้หนูตลอดเวลาที่ผ่านมา การเผชิญเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย มันหนักมากในแง่ของจิตใจ แต่ก็ยังพยายามยืนหยัดและต่อสู้ตามกฎหมายเพื่อให้ได้อิสรภาพในฐานะศิลปินกลับมาอย่างถูกต้องและความเป็นธรรม วันนี้หนูไม่ได้อยากได้ความสงสาร แต่อยากได้กำลังใจจากทุกคน หนูยังอยากทำงานให้กับทุกคนต่อไปเรื่อยๆ หนูขอให้ทุกคนเป็นกำลังใจให้หนูด้วยค่ะ และขอบคุณทุกคนที่คอยเป็นกำลังใจให้นะคะ (น้ำตาคลอ) หนูสัญญาว่าจะทำทุกอย่างอย่างตั้งใจและซื่อสัตย์เหมือนเดิมค่ะ จริงๆ ที่หนูต้องสู้เพราะมันมีอีกหลายอย่างที่หนูฝัน และโอกาสหลายๆ อย่างที่หนูคว้ามันไว้ไม่ได้ เพราะสิ่งนี้”

พลอยชมพู เผยต่อว่า “ตอนนี้ศาลตัดสินแล้ว แต่หนูก็ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อแล้วค่ะ เพลงของหนูที่ปล่อยมาก็ประมาณ 3-4 เพลงค่ะ สภาพจิตใจของหนูจริงๆ ช่วงหลังจากหนูยื่นขอคำคุ้มครองจากศาล สภาพจิตใจดีขึ้น เพราะเราได้ปล่อยผลงาน ตอนนี้เราก็แย่เหมือนกัน เพราะตัดสินความรู้สึกกลับมาเหมือนเดิม เพราะหลายอย่างมันเป็นสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย และเซอร์ไพร้ส์ในบางประเด็นเหมือนกัน หนูเตรียมใจมาเผื่อ เวลาถ้าไม่ตรงตามที่คิด แต่พอออกมามันก็ช็อกจริงๆ ค่ะ ตอนแรกหนูใช้ทีมกฎหมายที่มาเลเซียเพราะเราคิดว่าที่นั่นก็เลยใช้ที่นั่น แต่พอรู้เราก็ใช้ทีมที่ไทยค่ะ เหตุผลที่ยื่นอุทธรณ์ต่อไปทั้งที่เสียเงินและเวลาคือจริงๆ ส่วนหนึ่งเพราะว่าหนูอยากทำงานแบบอิสระแบบนี้ต่อไป คือมุมมองเรื่องงานที่ไม่ตรงกัน อาจจะทำงานลำบากค่ะ แต่ตอนนี้สามารถปล่อยเพลงก็สามารถทำได้ปกติค่ะ”
ด้าน นางสาวรัชดาวรรณ กีฬา ทนายความ เผยว่า “รายละเอียดคดีชี้แจงไม่ได้มาก เพราะเราใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อ คือเราต่อสู้เพื่ออิสรภาพของน้องนะคะ การตัดสินคดีเบื้องต้นว่าเราแพ้ ตัวสัญญายังมีผลผูกพันอยู่ แต่ว่าศาลก็เมตตาให้ทุเลาการบังคับคดีน้อง ทำให้น้องยังทำผลงานได้ที่เมืองไทยค่ะ ถามว่ามีผลกับเพลงระหว่างทางไหม ตรงนี้เป็นข้อต่อสู้เราอยู่ ในคำตัดสินของศาลชั้นต้นยังมีหลายประเด็นที่เราไม่เห็นด้วย และกำลังยื่นทีมกฎหมายที่มาเลเซียค่ะ เรื่องอุทธรณ์เรายื่นเรื่องเดียว เราสู้เรื่องของสัญญาค่ะ ไม่มีการเรียกร้องเรื่องเงินจากทางค่าย มันเป็นประเด็นเรื่องสัญญาไม่เป็นธรรมกับศิลปิน เป็นการสู้เพื่ออิสรภาพของเราค่ะ ในระหว่างทำคดีเราไกล่เกลี่ยระหว่างทางตลอดค่ะ แต่น้องเดินทางไปมาเลเซียเยอะ หลายครั้ง เราพยายามไกล่เกลี่ยคือให้อิสรภาพคืนกับเรา พอการไกล่เกลี่ยไม่เป็นผล เราก็ต่อสู้ในศาลชั้นต้นของมาเลเซีย ในหลักการกฎหมายระหว่างประเทศ เราไม่ก้าวล่วงของเขา เราทำเต็มที่ก็คือการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อ อย่างค่าใช้จ่ายที่เราออกไป ถามว่าเรียกเก็บจากเขาไหม ก็ต้องดูกันต่อค่ะ”
“ระยะเวลาอุทธรณ์ ทางทีมกฎหมายมาเลเซียกำลังยื่นอุทธรณ์ เราสามารถใช้สิทธิได้ ภายในปีนี้เราต้องยื่นแล้ว เราไม่ทราบทางมาเลเซียไม่ทราบใช้เวลานานแค่ไหน ไม่ทราบเลย ทีมส่งเอกสารอะไรไปบ้าง บอกไม่ได้ค่ะ แนวโน้มหลังจากนี้ มีหลายประเด็นในคำตัดสินของศาลชั้นต้นที่เราไม่เห็นด้วย และเราก็สู้ในทุกประเด็นที่เราไม่เห็นด้วย เราสู้จนถึงที่สุด จนถึงศาลสูง เราค่อนข้างผิดหวังกับคำตัดสินของศาลชั้นต้น”

นางสาวรัชดาวรรณ กีฬา ทนายความ พูดต่อว่า “สำหรับเรื่องของเวลาเพื่ออิสระ จริงๆ แล้วระบบกฎหมายของประเทศไทยกับมาเลเซียและหลายๆ ประเทศ ก็จะมีศาลชั้นต้นศาล อุทธรณ์ และฎีกา เราสู้จนกว่าเราจะได้อิสรภาพของเรา มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสัญญาไหนที่จะขังศิลปินไว้ตลอดไป และอย่างที่น้องเรียนว่าก่อนหน้านี้น้องสู้คนเดียวกับทีมกฎหมายที่ประเทศมาเลเซีย แต่ตอนนี้ทีมกฎหมายที่เมืองไทย ซึ่งเชี่ยวชาญทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาเราจะเข้าไปช่วยน้องดูตรงนี้ด้วยเพราะมั่นใจว่าศาลที่ประเทศมาเลเซียก็จะให้ความเป็นธรรมกับศิลปินเหมือนศาลไทย สุดท้ายจะมีทางลงได้แต่ระหว่างทางน้องอาจจะเหนื่อยหน่อย ถ้าเป็นบ้านเราใช้เวลาอุทธรณ์ก็เกือบปี กว่าผลคำอุทธรณ์จะออก ซึ่งถ้าที่มาเลย์คล้ายกับประเทศไทย ถ้าเราจะฎีกาต่อเราก็ต้องขออนุญาตฎีกาซึ่งยังไม่ทราบระบบที่มาเลย์ว่ากระบวนการขอฎีกามันจะเป็นอย่างไร เราต้องดูในชั้นอุทธรณ์ก่อนว่าจะเป็นยังไงแต่อย่างที่บอกว่าเราสู้ในประเด็นที่เรารู้สึกไม่เห็นด้วย”
“จากที่ศึกษาคดีอื่นมา จริงๆ ถ้ามีความจริงใจต่อกันระหว่างตัวค่ายกับศิลปินทุกอย่างจากผ่านไปเร็วมาก มันควรจะอยู่ในกระบวนการไกล่เกลี่ย ทุกวันนี้ค่ายมีน้องเป็นศิลปินคนเดียว การที่ค่ายรีคูลศิลปินเข้าไปคือต้องการช่วยน้องสร้างผลงาน แต่การที่ไม่ได้ช่วยศิลปินสร้างผลงาน แล้วยังไม่ให้อิสระอีกระยะเวลามันควรจัดการกันได้ ถ้าถามเราในฐานะนักกฎหมาย ศิลปินควรได้รับอิสรภาพ มันเป็นไปไม่ได้ที่ข้อบังคับของสัญญาที่จะไม่มีเงื่อนไขของการให้ศิลปินได้อิสรภาพ มันขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยโดยหลักกฎหมาย ตอนนี้ทางทนายความที่มาเลเซียเตรียมเอกสารยื่นอุทธรณ์ในเร็วๆ นี้”
“เราเปลี่ยนทนายความเป็นมือดีของที่มาเลเซีย มีทีมทนายความที่ไทยเข้าไปช่วยเพื่อให้ทุกอย่างมันแน่นขึ้นเหมือนเป็นการขันนอตขึ้นไปอีกเพื่อช่วยน้อง อย่างที่บอกว่าถ้าเราจะสู้ให้สุด เราไม่ได้มองแค่ชั้นของศาลอุทธรณ์ จริงๆ เราพร้อมไกล่เกลี่ยทุกเมื่อ ถ้าค่ายเห็นใจศิลปินอย่างที่เรียนไปว่าค่ายมีน้องเป็นศิลปินเบอร์เดียว ฝากถึงค่ายว่าเราพร้อมคุยจริงๆ แล้วเรื่องมันง่ายมากมันคือการคืนอิสรภาพให้กับศิลปินซึ่งเป็นเรื่องที่สุดท้ายแล้วมันไม่ได้ดีกับทั้งสองฝ่ายโดยเฉพาะเรื่องของข้อสัญญา”

พลอยชมพู เผยอีกว่า “หนูคิดว่าต้องสู้ต่อไป จริงๆ แล้วใจหนูมีหลายช่วงที่อยากจะยอมแพ้ ไม่ใช่ว่าเรายอมรับในสิ่งที่มันเกิดขึ้นแต่เพราะมันรู้สึกเหนื่อย หนูต้องทำงานคนเดียว ไม่มีค่าย เวลาเราสร้างสรรค์ผลงานทุกอย่างมันมาจากน้ำพักน้ำแรงของหนู ทั้งการลงแรงหาเงินทุน เรื่องของการครีเอทีฟทุกอย่างเกิดจากมันสมองของหนู บางทีประสานงานหนูก็ต้องเป็นคนทำเอง ทำให้หนูรู้สึกว่าบางทีหนูก็รู้สึกท้อเหมือนกันที่เราต้องทำอะไรมากมายเพื่อที่จะหาเงินมาสู้กับคดีความ หนูรู้สึกโดดเดี่ยวเพราะเราทำอยู่คนเดียว”
“ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมเอกสารอยู่ค่ะ ถ้าเป็นในเรื่องของเอกสารหนูไม่จำเป็นต้องไปที่มาเลย์เองค่ะ แต่ว่าอย่างช่วงต้นปีนี้หนูได้มีโอกาสได้ไปให้การในส่วนของพยานค่ะ ซึ่งตอนนี้ยังต้องใช้ทนายของมาเลเซียอยู่ค่ะ แต่มีทนายความจากไทยช่วยดูให้อีกทีนึง หนูก็ต้องไปต่อเพราะถ้าหนูไม่ไปต่อหนูก็ร้องเพลงทำเพลงลำบากมันยังเป็นสิ่งที่หนูยังอยากทำอยู่หนูทำมาตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ”
“หนูอยากฝากถึงแฟนๆ และทุกคนที่ติดตามอยากขอบคุณที่ให้กำลังใจมาตลอดตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมาและจนถึงวันนี้และพี่ๆ ในวงการด้วยที่คอยซัพพอร์ตติดต่องาน จ้างงานมาตลอดหนูรู้สึกขอบคุณสำหรับทุกโอกาส ถ้าไม่มีแฟนๆ และพี่ๆ ในวงการ หรือแม้แต่พี่ๆ สื่อมวลชนช่วยซัพพอร์ตตั้งแต่วันที่หนูกลับมาจากตรงนั้นแล้วมาถึงตรงนี้มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเกิดว่ามีโอกาสหรือถ้าใครสนใจที่จะร่วมงานด้วยสามารถติดต่อมาด้วยเช่นกันค่ะ หนูมีทีมงานทนาย ถ้าใครกังวลสามารถเข้ามาคุยกับทีมทนายได้ค่ะ”

พลอยชมพู เผยทิ้งท้ายว่า “หนูก็อยากได้อิสรภาพจริงๆ แล้วหนูอยากสร้างผลงานที่ทำมาจากใจของเรา หนูไม่ได้มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นนักร้องเพราะอยากหาเงินได้หลายๆ ล้าน สิ่งนั้นเป็นแค่ผลพลอยได้ถ้าเราทำออกมาแล้วประสบความสำเร็จมันก็โชคดี แต่เนื้อแท้ของหนู หนูอยากมีอิสระในการสร้างสรรค์ผลงานและสิ่งที่มันเป็นตัวหนูและมาจากใจหนูจริงๆ เพราะสิ่งที่หนูทำและมีความสุขที่สุดก็คือเวลาได้ไปร้องเพลงได้เห็นแฟนๆ มีความสุขด้วยกันค่ะ”






