จากกรณี สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดโปรงประเด็น ปัญหาการจัดสรรสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้แก่กลุ่มองค์กร มูลนิธิ ซึ่งมีกลุ่มองค์กรบางส่วนที่ได้รับโควตาสลากไปแล้ว แต่อาจไม่ได้นำไปจัดสรรให้แก่สมาชิกจริง แต่กลับมีคนกลางเข้ามาหาผลประโยชน์ รวบรวมไปขายต่อทำกำไรให้กับผู้ค้ารายย่อย จนเป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาสลากเกินราคา 80 บาท ขึ้นมา ส่งผลให้ประชาชนต้องเดือดร้อนไปทั่ว
ทีมข่าวเศรษฐกิจ เดลินิวส์ ได้พาไปย้อนรอยถึงการแก้ปัญหาการมียี่ปั๊วที่ทำหน้าที่รวบรวมสลากไปขายต่อทำกำไร ตั้งแต่ในยุค สมัย 5 เสือ ก้าวมาสู่ในวันนี้ มาให้ติดตาม
เรื่องราวของ “5 เสือกองสลาก” ถือเป็นตำนานในวงการสลากกินแบ่งรัฐบาลไทย ที่สะท้อนถึงปัญหาการผูกขาดโควตาและเป็นที่มาสำคัญของปัญหาสลากเกินราคามายาวนาน
ยุค “5 เสือกองสลาก” เกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่ปี 2558 จนกระทั่งเกิดการปฏิรูปอย่างจริงจังในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมุ่งแก้ปัญหาสลากเกินราคา เกิดจากการจัดสรรโควตาสลากจำนวนมหาศาลให้กับกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่ที่เป็น นิติบุคคล/บริษัทเอกชน ที่ถูกเรียกกันว่า “5 เสือกองสลาก”
ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นในยุค 5 เสือ สรุปได้ดังนี้
- การผูกขาดโควตา : “5 เสือ” และกลุ่มนิติบุคคล/มูลนิธิที่เกี่ยวข้องได้รับโควตาสลากในสัดส่วนที่สูงมากถึง 7.9 ล้านฉบับคู่ จากสลากที่มีทั้งหมด 37 ล้านฉบับคู่
- การเป็นผู้ค้าคนกลาง : กลุ่ม 5 เสือไม่ได้นำสลากไปจำหน่ายเองโดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็น “ยี่ปั๊ว/ซาปั๊ว” (ผู้ค้าส่งรายใหญ่) ที่กว้านสลากจากกองสลากในราคาที่ถูก แล้วนำไปขายต่อให้กับผู้ค้ารายย่อยและแผงค้าต่าง ๆ โดยมีการบวกราคาเพิ่มขึ้นหลายทอด
- การรวมชุดเพื่อสร้างราคา : ผู้ค้าคนกลางเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญในการ นำสลากมาจัดชุดใหญ่ (เช่น ชุด 5 ใบ, 10 ใบ, 15 ใบ) เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างอุปสงค์ในตลาด ทำให้ราคาสลากชุดพุ่งสูงลิบลิ่ว
- ผลกระทบต่อผู้ค้ารายย่อย : ผู้ค้ารายย่อยตัวจริงต้องรับสลากต่อมาจาก 5 เสือในราคาสูงอยู่แล้ว ทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องจำหน่ายเกินราคา 80 บาท เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้
ต่อมาตั้งแต่ปี 2558 เข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ “อวสาน 5 เสือ”
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นหลังจากการเข้าบริหารประเทศของ คสช. ในปี 2557 และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดใหม่ โดยมีนโยบายหลักในการ ล้มกระดาน การจัดสรรโควตาแบบเดิม และมีการปรับโควตาสลากใหม่ โดยมีไทม์ไลน์ดังนี้
ก่อนปี 2558 ปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคาเกิดจากการผูกขาดโควตาโดย “5 เสือกองสลาก” และกลุ่มทุนรายใหญ่ ก่อนปี 2558 ซึ่งทำให้ราคาสลากถูกบวกเพิ่มหลายทอด
ในปี 2558 ได้มีการปฏิวัติครั้งสำคัญ โดย ยกเลิกโควตา ของกลุ่มทุนเหล่านี้ และนำสลากกว่า 15 ล้านฉบับกลับคืนสู่รัฐ จากนั้นได้จัดสรรใหม่ผ่านระบบ “ซื้อ-จองล่วงหน้า” เพื่อให้สลากถึงมือผู้ค้ารายย่อยโดยตรง
ต่อมาในปี 2563 ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการพิมพ์เป็น “คละเลข” เพื่อป้องกันผู้ค้าคนกลางนำสลากไปรวมชุดขายแพง และใช้ แถบสี เป็นเครื่องมือติดตามที่มาของสลาก
มาตรการล่าสุดและมีผลที่สุดคือการเปิดตัว “สลากดิจิทัล” (เป๋าตัง) ในปี 2565 เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนซื้อสลากในราคา 80 บาท ได้อย่างแน่นอน 100% ซึ่งใช้เป็นกลไกสำคัญในการกดดันและควบคุมราคาสลากใบในตลาดให้ลดลง ควบคู่ไปกับการปราบปรามแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ขายเกินราคาอย่างเข้มข้น
นอกจากนี้ สำนักงานสลากฯ ยังมีการปรับปรุงเพิ่มจำนวนสลาก เข้ามาในระบบอย่างต่อเนื่องจาก 37 ล้านใบคู่ มาเป็น 80 ล้านใบ และล่าสุดขยายเป็น 105 ล้านใบ โดยมีแบ่งสัดส่วน ดังนี้
- สลากส่วนใหญ่ถูกกระจายผ่านระบบซื้อ-จองล่วงหน้า (44.41%) หรือ 466,254 เล่ม สลากระบบซื้อ 15,360 เล่ม หรือ 1.46% ซึ่งเป็นกลไกหลักที่จัดสรรให้กับผู้ค้ารายย่อยกว่า 1.5 แสนราย เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของผู้ค้า และป้องกันการผูกขาดแบบยุค “5 เสือ”
- สลากดิจิทัล (25.71%) หรือ 270,000 เล่ม เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อสลากได้ในราคา 80 บาทอย่างแน่นอน โดยจำหน่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
ส่วนที่เหลือ มีสลากที่จัดสรรให้กับองค์กรมูลนิธิ ในรูปแบบโควตาถาวร ดังนี้
- องค์กรเพื่อสังคม (14.51 ล้านฉบับ) ให้แก่ สมาคมและมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับ คนพิการและทหารผ่านศึก ได้รับสลากในสัดส่วนใหญ่ที่สุด เพื่อนำไปจัดสรรต่อให้กับสมาชิกเพื่อสร้างอาชีพ
- โควตาถาวรผู้ค้ารายย่อย 12.72 ล้านฉบับ เป็นโควตาสำหรับ บุคคลทั่วไป และผู้ค้ารายย่อยที่ได้รับสลากมาตั้งแต่ระบบเดิม เพื่อให้มีสลากจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง
- มีการจัดสรรโควตาให้ คนพิการรายย่อยโดยตรง อีก 0.74 ล้านฉบับ และจัดสรรให้ ร้านสลาก 80 บาท ซึ่งเป็นจุดจำหน่ายที่รับประกันราคา 80 บาท จำนวน 1.86 ล้านฉบับ
เหล่านี้ถือเป็นความพยายามของสำนักงานสลากฯ ในแก้ปัญหาสลากเกินราคาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันได้หมดยุค 5 เสือกองสลากไปแล้ว และสำนักงานสลากฯ ยังคงมีการปรับแต่ง แก้ปัญหาสลากเกินราคามาอย่างต่อเนื่องหลายรูปแบบ ทำให้ปัญหาสลากเกินราคา 80 บาท แม้ยังมีอยู่ แต่ก็ถือว่าบรรเทาลงเยอะ เพราะมีสลากใบ 80 บาท ให้เลือกซื้ออยู่เกือบงวดละ 30 ล้านใบ



