“การมอบหมายงานให้นิสิตในยุค AI จึงต้องคิดงานที่ไม่ให้นิสิตนำ AI เข้ามาช่วย เพื่อให้เขาได้เรียนรู้วิธีคิดเอง ดังนั้นการเรียนจะต้องตัดงานเรียงความ (essay) แบบดั้งเดิมออก แต่จะเน้นการวิเคราะห์แทน ส่วนการประเมินผลก็มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งจะเน้นงานที่แสดงความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก นอกจากนี้ ด้วยความที่แวมไพร์ ยังไม่มีองค์ความรู้ตายตัวแบบวิชาอื่น จึงเป็ข้อดีที่ทำให้ผู้เรียนต้องพึ่งการคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงความรู้จากศาสตร์ต่าง ๆ ด้วยตัวเอง” คาตาร์ซินา อันคูตา ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิกและความสยองขวัญ กล่าวถึงการเปิดสอน วิชา “Dracula and Modern Culture” ภายใต้หลักสูตรอักษรศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรม (หลักสูตรนานาชาติ) หรือที่รู้จักในนาม BALAC (Bachelor of Arts in Language and Culture) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ขยายขอบเขตการเรียนรู้ให้มากกว่าการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงทฤษฎี แต่เน้นเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้สำรวจ ตั้งคำถาม และเชื่อมโยงความรู้ศาสตร์ต่าง ๆ เข้าสู่บริบทของชีวิตจริง ด้วยการเปิดรายวิชาที่แปลกใหม่ ท้าทายความคิด และกระตุ้นการเรียนรู้

ดร.ภรณี สิงห์เปลี่ยม ผู้อำนวยการหลักสูตร BALAC กล่าวว่า หลักสูตร BALAC มุ่งพัฒนานิสิตให้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์โลกในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความใฝ่รู้ และความตระหนักรู้ต่อความไม่เท่าเทียมในสังคม ตลอดจนความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์ นอกจาก Dracula and Modern Culture หลักสูตร BALAC ยังมีรายวิชาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Everyday Life Culture, Gender and Queering the Media, Postcolonial Cultures, Cultures and Narratives “แต่ละวิชาในหลักสูตรล้วนถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการคิดเชิงวิพากษ์และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้แก่ผู้เรียน เพื่อพัฒนานิสิตให้เป็นผู้ที่มีความคิด
“หลักสูตรของเราเปิดรับนิสิตปีละ 2 รอบ คือ รอบ Early Admission 90 คน รอบ Admission 30 คน และรอบ Non-Thai อีก 2 รอบ รวมกัน 12 คน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 132 คนต่อปี กลับมีผู้สมัครเกินกว่า 300 คน แสดงให้เห็นว่าเยาวชนไทยต้องการเรียนรู้ในรูปแบบที่แตกต่างจากการศึกษาแบบดั้งเดิม”
ผศ.ดร.ภรณี กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้หลักสูตร BALAC โดดเด่นคือการออกแบบหลักสูตรที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นให้นิสิตสามารถเลือกเรียนตามความสนใจใน 3 แนวทาง (Concentrations) ได้แก่ Global Cultures Concentration, Media Cultures Concentration และ Foreign Language Concentration โดยนิสิตจะต้องเรียนรายวิชาใน Concentration ที่เลือกให้ครบ 24 หน่วยกิต หรือ 8 รายวิชา จึงจะสำเร็จ Concentration นั้น ๆ ได้

“บัณฑิตจากหลักสูตร BALAC สามารถต่อยอดความรู้ไปสู่อาชีพหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งานด้านการศึกษา งานสื่อสารมวลชน รวมถึงงานด้านการตลาด ซึ่งล้วนต้องอาศัยทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และความเข้าใจในบริบททางสังคมที่หลักสูตรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก” ผศ.ดร.ภรณี อธิบายถึงเส้นทางอาชีพของบัณฑิต
หลักสูตร BALAC เปิดการเรียนการสอนครั้งแรกในปี 2551 และยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะหลักสูตรด้านการศึกษาวัฒนธรรม (Cultural Studies) แห่งแรกของประเทศไทย จนปัจจุบันเป็นปีที่ 17 แล้ว โดยในแต่ละปีมีนิสิตสมัครเข้าเรียนหลักสูตรนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“แดรกคูลา” เป็นวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงฟื้นฟูวรรณกรรมกอทิกในศตวรรษที่ 19 (ปี 2440) กว่าศตวรรษที่ผ่านมา วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับความนิยมและถูกตีความในหลายแง่มุม ซึ่งในรายวิชา “Dracula and Modern Culture” นิสิตก็จะได้อ่านวรรณกรรมและวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ โดยเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางสังคมร่วมสมัยและทฤษฎีทางสังคม
“รายวิชานี้เป็นเวอร์ชันปฏิบัติของวิชาการศึกษาวัฒนธรรมเบื้องต้น ในชั้นปีที่ 1 นิสิตหลักสูตร BALAC จะเรียนวิชา Introduction to Cultural Studies ซึ่งจะช่วยให้นิสิตคุ้นเคยกับทฤษฎีและแนวคิดต่าง ๆ ในการศึกษาวัฒนธรรม แต่เป็นวิชาที่หนัก ทฤษฎีเยอะและยาก พอมาเรียนวิชา Dracula นิสิตจะได้กลับมาทบทวนแนวคิดเหล่านั้น ผ่านเรื่องราวของ “แวมไพร์” ซึ่งทำให้สนุกขึ้น เข้าใจง่ายขึ้นและน่าสนใจ”

คาตาร์ซินา อันคูตา กล่าวว่าเนื้อหาของรายวิชา “Dracula and Modern Culture” ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้นิสิตได้เห็นภาพรวมของวิวัฒนาการของแวมไพร์ในวัฒนธรรมมนุษย์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนปัจจุบัน
“การเรียนเริ่มจากมองแวมไพร์ในฐานะสิ่งมีชีวิตในตำนานพื้นบ้าน (folklore) ในอดีตผู้คนเชื่อว่าแวมไพร์มีอยู่จริง ในประเทศโรมาเนียมีสุสานแวมไพร์ มีเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องนี้ การเรียนรู้ว่าแวมไพร์ไม่ได้เป็นเรื่องแฟนตาซี แต่เป็นความเชื่อที่ฝังลึกในวัฒนธรรมมนุษย์ จะช่วยให้นิสิตเข้าใจบริบททางสังคมและจิตวิทยาของมนุษย์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” คาตาร์ซินา อันคูตา อธิบาย
คาตาร์ซินา อันคูตา กล่าวว่าจุดเด่นของรายวิชาอยู่ที่การวิเคราะห์ Dracula ผ่านเลนส์ของทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเพศสภาพ (gender) ชนชั้น (class) และชาติพันธุ์ (race) แวมไพร์เป็นมากกว่าสัตว์ประหลาดในนิยาย แต่สัตว์ประหลาดเป็นโครงสร้างทางวัฒนธรรม (cultural constructs)” และสัตว์ประหลาด” (monsters) เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจสังคมและวัฒนธรรม
“เราสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรากลัว ไม่ใช่แค่ในฐานะปัจเจกบุคคล แต่ในฐานะสังคม“
ยกตัวอย่างการศึกษาเรื่อง “แวมไพร์หญิง” และ monstrous feminine โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดสตรีนิยม ทฤษฎีเพศนิยม การเมืองเพศ มาตรฐานเพศ (gender norms) และภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงผู้หญิงกับความชั่วร้าย

“ทำไมใน Dracula มีตัวละครหญิงไม่มาก ทำไมสัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง” คาตาร์ซินา อันคูตาตั้งคำถามชวนคิด ในสังคมชายเป็นใหญ่ (patriarchal society) สัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง ผีในเอเชียมักเป็นผีผู้หญิง เพราะตัวละครเหล่านี้ถูกใช้สอนให้ผู้หญิงเชื่อฟัง และถ้าเป็นหญิงที่ไม่เชื่อฟัง ก็จะถูกถอดเป็นภาพที่ดูน่าขยะแขยง น่ากลัว เป็นสิ่งแปลกปลอม ซึ่งถ้ามีการถอดรหัสออกมา สัตว์ประหลาดจะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องความหลากหลาย (diversity) เพศ ชาติพันธุ์ ชนชั้น ผู้อพยพ ฯลฯ ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้นิสิตสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับประสบการณ์ชีวิตของตนเองได้ เพราะบางครั้งเราต้องการสัตว์ประหลาด เพื่อให้เรามีที่ระบาย”
“เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักแดร็กคูลาเท่าแวมไพร์ในหนังเรื่อง Twilight ซึ่งภาพลักษณ์อาจไม่ได้น่ากลัว แต่กลายเป็นตัวละครที่ทุกคนเอาใจช่วย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมเป็นแวมไพร์ที่น่ากลัว กลายเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา”

คาตาร์ซินา อันคูตา กล่าวว่า ปัจจุบัน แวมไพร์เข้าไปอยู่ในละคร ซีรีส์ เรื่องราวรัก ๆ ใคร่ ๆ มากมาย แสดงว่าในวันนี้เรายอมรับและเห็นใจสัตว์ประหลาดมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมทางสังคม ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายและการยอมรับ “ความเป็นอื่น” (otherness) มากขึ้น
คาตาร์ซินา อันคูตากล่าวว่ารายวิชา “Dracula and Modern Culture” เป็นหนึ่งในรายวิชาที่ดึงดูดผู้สนใจเข้าศึกษาในหลักสูตร BALACจะเห็นว่า มีผู้สนใจสมัครเข้ามาเรียนถึง 300 คนแต่สามารถรับได้เพียง 120 คน ความนิยมในรายวิชานี้สะท้อนว่าการออกแบบหลักสูตรที่กล้าแตกต่างและมีเอกลักษณ์สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและสังคม และการใช้แวมไพร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาวัฒนธรรม ไม่เพียงทำให้เนื้อหาน่าสนใจและเข้าถึงง่าย แต่ยังช่วยให้นิสิตเห็นว่าการศึกษามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์นั้นเกี่ยวข้องและมีความหมายในโลกร่วมสมัยอย่างไร



