เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. ร่วมแถลงผลปฏิบัติการ “ปิดฉากนักแก้กรรม นิมิตพิสดาร” นำกำลังเข้าจับกุม นายไพศาล ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา โดยจับกุมได้ที่บ้านพักใน ต.ปากบ่อง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ เปิดเผยว่า คดีนี้มีผู้เสียหายเดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป. แล้วจำนวน 2 ราย โดยรายแรกระบุว่า มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง รักษาทางการแพทย์ไม่หาย ต่อมาเห็นสื่อสังคมออนไลน์ของนายไพศาล อ้างว่าสามารถรักษาด้วยการแก้กรรมได้ จึงเดินทางไปพบเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่กลับถูกล่อลวงเข้าไปในห้องพิธีกรรมแบบสองต่อสอง ก่อนถูกกระทำชำเรา โดยผู้ต้องหาอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแก้กรรมตามตำราพราหมณ์ฮินดู

ส่วนผู้เสียหายรายที่ 2 เข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ระบุว่า เหตุเกิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 นายไพศาลอ้างว่าสามารถรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังของมารดาผู้เสียหายได้ แต่ออกอุบายล่อลวงให้บิดามารดาเดินทางไปรอที่ร้านอาหารแห่งอื่น จากนั้นได้ล่อลวงผู้เสียหายซึ่งเป็นเยาวชนเข้าไปในห้อง อ้างว่ามีกรรมหนักต้องทำพิธีแก้วิบากกรรมสองต่อสอง ก่อนจะลงมืออนาจารและพูดจาลามกอนาจารเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ระหว่างคนกับสุนัข นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายรายอื่น ๆ ที่ทยอยให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งพบว่ามีพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันอีกหลายราย
จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า นายไพศาล มักอ้างว่า ตนเองมีนิมิตพิเศษ รู้เห็นอดีตชาติและเจ้ากรรมนายเวร โดยจะสั่งให้ผู้เดือดร้อนไปทำบุญตามวัดต่าง ๆ แล้วส่งภาพกลับมา ยืนยันว่าเห็นบุพกรรม จากนั้นจะเขียนชื่อ-นามสกุล และที่อยู่ของบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวรซึ่งมีตัวตนอยู่จริงในปัจจุบัน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จนเหยื่อหลงเชื่อยอมมอบเงินและทรัพย์สินให้จำนวนมาก

พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ระบุว่า จากการนำกำลังเข้าตรวจค้น 2 จุด ในพื้นที่ จ.ลำพูน และ จ.เชียงใหม่ พบหลักฐานสำคัญเป็นหนังสือทำเนียบรุ่นของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จำนวน 13 รายการ มีการทำเครื่องหมายสัญลักษณ์ไว้ที่รายชื่อบุคคลอย่างเป็นระบบ คล้ายเอกสารลับ ตรวจสอบแล้วพบว่า รายชื่อ “เจ้ากรรมนายเวร” ที่ผู้ต้องหานำไปอ้างกับเหยื่อ ตรงกับรายชื่อในหนังสือรุ่นเหล่านี้ จึงเชื่อว่าผู้ต้องหาแอบอ้างข้อมูลจากหนังสือรุ่น มาแต่งเรื่องราวอดีตชาติเพื่อหลอกลวงประชาชนมาตั้งแต่ปี 2566
ผลการตรวจค้นเจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางรวมกว่า 85 รายการ ประกอบด้วยหนังสือประวัติพระและวัด เอกสารรายชื่อผู้ป่วย รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 7 รายการ ซึ่งภายในหน่วยความจำพบภาพถ่ายอนาจารของเหยื่อที่ถูกบังคับให้ถ่าย อ้างเพื่อการแก้กรรม เสื้อผ้าและผ้าขาวม้าที่ตรงกับคลิปหลักฐาน และข้อความแชตสอบถามเหยื่อเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศที่พิสดาร (กับสุนัข)

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้” (โทษจำคุก 4-20 ปี ปรับ 80,000-400,000 บาท) และ “พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร” (โทษจำคุก 3-15 ปี ปรับ 60,000-300,000 บาท) โดยในชั้นจับกุม ผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธและขอต่อสู้คดีในชั้นศาล ทั้งนี้ ทางตำรวจเตรียมควบคุมตัวส่งฝากขังต่อศาลอาญารัชดา ในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้ต่อไป



