เมื่อวันที่ 15 ก.ค. นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. และนายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการ ปปง. และในฐานะโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. ร่วมแถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 7/2569 ซึ่งมีนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ดำเนินการกับทรัพย์สินในความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ การพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความผิดมูลฐานอื่น ๆ
โดยสรุปผลการดำเนินการที่น่าสนใจ ดังนี้
ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 30 รายคดี เป็นทรัพย์สิน 1,705 รายการ พร้อมดอกผล มูลค่าประมาณ 1,086 ล้านบาท โดยมีข้อมูลรายคดีที่น่าสนใจ อาทิ กลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ กรณีรายคดีนายชนนพัฒฐ์ กับพวก โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการธุรกรรมได้มีการยึดและอายัดทรัพย์สินไว้แล้ว 2 ครั้ง รวมมูลค่าประมาณ 170 ล้านบาท (ย.286/2568 และ ย.81/2569) ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง ตามคดีหมายเลขดำที่ ฟ 16/2569 และคดีหมายเลขดำที่ ฟ 106/2569 อย่างไรก็ตาม ยังพบทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพิ่มเติม คณะกรรมการธุรกรรมจึงมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพิ่มเติม จำนวน 11 รายการ เช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง สินค้าแบรนด์เนม ยานพาหนะ และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 12 ล้านบาท (คำสั่ง ย.151/2569)
รายคดีกลุ่มบุคคลที่หลอกลวงผู้เสียหาย ชื่อบัญชี “นายบุลากร กับพวก” กรณีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 6 รายการ เช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุด และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 70 ล้านบาท (คำสั่ง ย.123/2569)
รายคดี บริษัท แม็กซิมเทรดเดอร์ฯ โดยนายนีโอฮับฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน และการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน โดยมีพฤติการณ์สร้างความน่าเชื่อถือ ชักจูง โน้มน้าว และจัดสัมมนาแสดงผลตอบแทน เพื่อให้ผู้เสียหายเข้ามาร่วมลงทุน ตรวจสอบพบข้อมูลเชื่อมโยงกลุ่มผู้กระทำความผิดในประเทศจีน มีการถือครองทรัพย์สินแทนกัน ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินผ่านบุคคลและนิติบุคคลในลักษณะเป็นนอมินี คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 1,135 รายการ เช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและห้องชุด รวมมูลค่าประมาณ 971 ล้านบาท (คำสั่ง ย.124/2569)
รายคดี นายประดิษฐ์ กับพวก กรณีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 4 รายการ เช่น ที่ดิน และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมมูลค่าประมาณ 4 ล้านบาท (คำสั่ง ย.134/2569)
นอกจากนี้ คณะกรรมการธุรกรรมยังมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 11 คดี เป็นทรัพย์สิน 145 รายการ มูลค่าประมาณ 145 ล้านบาท เนื่องจากพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราวนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยมีข้อมูลรายคดีที่น่าสนใจ อาทิ
- รายคดี น.ส.สิฬิฬินณนี กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 2 รายการ คือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 14 ล้านบาท (คำสั่ง ย.99/2569)
- รายคดี นายชวิศร์ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ และความผิดฐานฟอกเงิน โดยมีพฤติการณ์แสดงตนว่าเป็นผู้วิเศษ ชักชวนทำกิจกรรมธรรมะ หลอกให้โอนเงินค่าลดกรรม โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 14 รายการ เช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะ และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 37 ล้านบาท (คำสั่ง ย.100/2569)
- กลุ่มเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมไฮบริด สแกม ข้ามชาติ (ชื่อบัญชี นายวิศิษฎ์ กับพวก) โดยหลอกลวงผู้เสียหายผ่านช่องทาง โซเชียลมีเดีย หลอกลวงให้ลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ มีธุรกรรมการโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด โอนและรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัลผิดปกติ มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังกลุ่มผู้กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับยาเสพติด การฉ้อโกงประชาชน การพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ความผิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และเป็นความผิดฐานฟอกเงิน โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 33 รายการ เช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะ และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 38 ล้านบาท (คำสั่ง ย.105/2569)
ทั้งนี้ ปปง. ยังได้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหาย หรือคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย จำนวน 17 รายคดี เป็นทรัพย์สิน 1,135 รายการ มูลค่าประมาณ 285 ล้านบาท ในความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนหรือการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยมีข้อมูลรายคดีที่น่าสนใจ ดังนี้
- รายคดี นายธนวันต์ กับพวก กรณีอ้างตัวเป็นผู้มีความรู้ ศาสตร์ตี่ลี่ ฮวงจุ้ย ใช้กลอุบายหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการนำเสนอขายหินแกะสลักที่อ้างว่านำเข้าจากประเทศจีน และผ่านการทำพิธีปลุกเสกมาแล้ว เป็นพฤติการณ์ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหาย (คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย 44 ราย) ทรัพย์สิน 105 รายการ มูลค่าประมาณ 34 ล้านบาท (คำสั่ง ย.22/2569)
- รายคดี กลุ่มบุคคลที่จัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (รายคดีนายสันติธร กับพวก) ซึ่งเชื่อมโยงเส้นทางการเงินกับกรณีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงฯ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหาย (คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย 32 ราย) ทรัพย์สิน 255 รายการ มูลค่าประมาณ 107 ล้านบาท (คำสั่ง ย.211/2568)



