นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแนวทางการใช้จ่ายในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่ามาตรการไทยช่วยไทยพลัส ในรอบนี้จะมีความเข้มงวดเรื่องประเภทร้านค้ามากขึ้น โดยเน้นไปที่สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร้านขายของชำ และร้านธงฟ้า รวมถึง รถแท็กซี่ ยังคงได้รับสิทธิตามเกณฑ์เดิม ส่วนร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านเสริมสวย ไม่ได้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ เพราะรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องและสินค้าจำเป็นก่อน
สำหรับร้านค้าที่ประชาชนสามารถใช้จ่ายเงินจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสได้นั้น ในส่วนผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐจะสามารถใช้จ่ายได้เฉพาะร้านธงฟ้าราคาประหยัดเท่านั้น ส่วนผู้ได้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส 60/40 นอกจากจะใช้จ่ายร้านค้าที่เข้าร่วมคนละครึ่งพลัสในก่อนหน้านี้แล้ว ยังจะเปิดให้ร้านธงฟ้าบางแห่ง ที่มีขนาดไม่ใหญ่และเป็นไปตามเกณฑ์ที่มาลงทะเบียนเพิ่มเติมเพื่อรองรับการใช้จ่ายได้ด้วย
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สิทธิ 60/40 ร้านค้าเดิมที่เคยร่วมโครงการของรัฐสามารถกดยอมรับเงื่อนไขได้ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.-30 ก.ย. 69 ส่วนร้านค้าใหม่จะเริ่มเปิดรับลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.-31 ก.ค. 69
นายวินิจ กล่าวว่า การที่รัฐเปลี่ยนเงื่อนไขมาเป็น รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเองเพียง 40% นั้น หากประชาชนต้องการใช้สิทธิที่รัฐช่วยจ่ายให้สูงสุดเต็ม 200 บาทต่อวัน จะต้องมียอดใช้จ่ายรวมยอดเงินที่ประชาชนสมทบด้วยประมาณ 333-334 บาทต่อวัน แบ่งเป็นส่วนที่รัฐจ่ายให้ 60% คือ 200 บาท ส่วนที่ประชาชนต้องจ่ายจริงหรือ 40% ที่ 134 บาท หรือประชาชนต้องเติมเงินเอง 134 บาทต่อวัน เพื่อให้ใช้สิทธิได้ครบ 200 บาท
ขณะที่รัฐบาลกำหนดเพดานการช่วยจ่ายร่วมกัน ไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน ประชาชนจะต้องจ่ายเงินเองในส่วน 40% เป็นจำนวนเงินประมาณ 667 บาทต่อเดือน โดยหากใช้วงเงินในเดือนนั้นไม่หมด จะไม่ทบสิทธิในเดือนถัดไป ตัวอย่าง หากซื้อข้าวแกงราคา 100 บาท แบบเดิม 50/50 ประชาชนจ่าย 50 บาท รัฐช่วย 50 บาท แบบใหม่ 60/40 ประชาชนจ่ายเพียง 40 บาท และรัฐช่วยจ่ายให้ 60 บาท



