สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ว่า ศาลฎีกาสหรัฐเปิดการไต่สวน คดีที่ทำเนียบขาวยื่นฎีกาเพื่อให้มีการพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจของประธานาธิบดี ในการเก็บภาษีกับคู่ประเทศและดินแดนคู่ค้าบนโลก โดยอ้างการใช้อำนาจตามกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (ไออีอีพีเอ) ฉบับปี 2520 ว่าเป็นการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตของกฎหมายหรือไม่


อย่างไรก็ตาม ในการไต่สวนนัดแรกที่ใช้เวลายาวนานกว่าสองชั่วโมงครึ่ง คณะตุลาการส่วนใหญ่ตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้ นายจอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกา กล่าวว่า ไออีอีพีเอไม่ได้ระบุว่า “อำนาจของผู้นำสหรัฐคือภาษี” และเรื่องนี้ “เป็นอำนาจของสภาคองเกรสมาโดยตลอด”


ด้านนางโซเนีย โซโตมายอร์ หนึ่งในผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวว่า การเรียกเก็บภาษีเป็นอำนาจของสภาคองเกรส ทำเนียบขาวจะเป็นผู้ใช้อำนาจนั้นเสียเอง ด้วยการอ้างว่าภาษีกับอากร “เป็นเรื่องคนละแบบไม่ได้”


ขณะที่นายจอห์น ซาวเออร์ อัยการสูงสุด ซึ่งโต้แย้งในนามรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า การขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสหรัฐ ทำให้บ้านเมืองอยู่บนปากเหวของหายนะทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ


ทั้งนี้ หากศาลสูงสุดของสหรัฐพิพากษาว่า การใช้อำนาจของทรัมป์ในเรื่องดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลวอชิงตันอาจต้องคืนเงินบางส่วนที่เรียกเก็บจากนานาประเทศ ซึ่งทุกฝ่ายรวมถึงศาลเองกังวลว่า จะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอย่างมาก แต่ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไร ซึ่งน่าจะยังคงมีการพิจารณาและไต่สวนอีกระยะ จะเป็นการ “เปลี่ยนสมดุลครั้งสำคัญ” ระหว่างฝ่ายบริหาร กับฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการของสหรัฐ


ก่อนหน้านี้ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ ซึ่งตั้งอยู่ที่ย่านแมนฮัตตัน ในนครนิวยอร์กของสหรัฐ ให้รัฐบาลทรัมป์ระงับกำแพงภาษีต่างตอบแทน กับคู่ค้าแทบทุกประเทศและดินแดนบนโลก และภาษีพื้นฐาน 10% ซึ่งประกาศเมื่อต้นเดือน เม.ย. ปีนี้ พร้อมทั้งระงับภาษีที่ผู้นำสหรัฐใช้กับแคนาดา เม็กซิโก และจีน ซึ่งมีการประกาศก่อนหน้านั้นด้วย


อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ได้ครอบคลุมการเก็บภาษียานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เหล็ก และอะลูมิเนียม ที่ทรัมป์กำหนดในอัตรา 25% ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 232 ของกฎหมายการขยายการค้า ฉบับปี 2505.

เครดิตภาพ : AFP