วันที่ 6 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมออกแพ็กเกจช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในสัปดาห์หน้า จะเน้นที่สภาพคล่องของเอสเอ็มอี และการปรับตัว โดยจะออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) และมีมาตรการภาษีกรมสรรพากร เช่น พี่ช่วยน้อง ให้บริษัทใหญ่ช่วยซื้อสินค้าจากเอสเอ็มอี สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ และยังมีเรื่องคืนเงินภาษีให้เร็วขึ้น รวมทั้งใช้ระบบดิจิทัลในการสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) จากเอสเอ็มอี เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ใช้ภาษีศุลกากร เป็นนโยบาย Quick Big Win เพื่อป้องกันเอสเอ็มอีไทยที่ถูกเอาเปรียบหรือถูกตีตลาด โดยผู้ที่เข้ามาขายสินค้าจากต่างประเทศ โดยการช่วยเหลือเอสเอ็มอีในเรื่องการปรับตัวนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถแข่งขันได้ และปรับตัวจากผลกระทบที่ได้รับจากภาษีสหรัฐ ซึ่งตัวอย่างของการปรับตัว คือ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อลดต้นทุน

ขณะเดียวกันยังหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการแก้หนี้เกษตรกร ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาจะมีการให้ ธ.ก.ส. จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี เฉพาะออกมาเพื่อจัดการหนี้สิน เนื่องจากลักษณะสินเชื่อเกษตรไม่เหมือนสินเชื่อทั่วไป หลังจากรัฐบาลได้แก้หนี้ภาคประชาชน ผ่านการโอนหนี้เสียให้เอเอ็มซีไปแล้ว

ขณะที่ความคืบหน้าเจรจาการค้าสหรัฐนั้น ในวันนี้ (6 พ.ย.) ได้หารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้า ถึงการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการเจรจาภาษีการค้าสหรัฐ หลังต้องจับตาคำตัดสินศาลฎีกาของสหรัฐในเรื่องเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลก โดยหารือจะเป็นการกำหนดจุดยืนและลงรายละเอียดกลยุทธ์การเจรจา ซึ่งมองว่าไทยไม่ควรอยู่เฉย แต่ต้องเตรียมความพร้อมและคว้าโอกาส เพื่อให้การเจรจา Appendix 3 อาจได้รับการยกเว้นภาษีในบางประเภทสินค้า หรือลดหย่อน จากอัตรา 19% เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย

“การหารือกับฝ่ายสหรัฐ ที่ผ่านมามีทิศทางที่เป็นบวก (positive) โดยไทยได้ย้ำถึงความเป็นพันธมิตรที่ดีและยาวนาน ซึ่งฝ่ายสหรัฐ ได้ยืนยันว่าในรายการแนบท้าย Appendix 3 จะเป็นช่องทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ประเทศไทยมากขึ้น โดยจะเน้นการทำงานร่วมกับภาคเอกชน และรัฐบาลต้องการลิสต์สินค้าที่ขายได้ในตลาดสหรัฐฯจากสินค้าหลายหมื่นประเภท เพื่อใช้ในการเจรจาต่อรอง เนื่องจากหากเจรจาสินค้าที่ขายไม่ได้ก็จะไม่เกิดประโยชน์ ยืนยันว่าการดำเนินการนี้ เป็นการหาโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย ไม่ใช่แค่เรื่องภาษีอย่างเดียว แต่รวมถึงข้อจำกัดทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff) ด้วย”