วันที่ 6 พ.ย. นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า มาตรการปราบปรามภัยสแกมเมอร์ ภายใต้นโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ยกระดับภัยสแกมเมอร์ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในการทำสงครามกับสแกมเมอร์

มาตรการแรกที่ดำเนินการไปคือการ ยกระดับมาตรฐาน Warroom ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีการขอให้เพิ่มตัวแทนจากภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ (Operator) ทุกราย และตัวแทนจากธนาคาร ให้สแตนด์บายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อทำงานร่วมกันในการให้ข้อมูลและระงับการกระทำของกระบวนการสแกมเมอร์ ก่อนที่จะเกิดความเสียหายอย่างใกล้ชิด

ในส่วนของการปราบปรามการเปิดบัญชีใหม่และการเพิ่มกระบวนการใหม่ ได้มีการปรับมาตรการที่เกี่ยวข้องกับซิมการ์ดและผู้ประกอบการ ดังนี้

1.จำกัดซิม : กสทช. ได้จำกัดบริการซิมให้เหลือแค่เพียง 5 ซิมต่อบุคคล หากมีความจำเป็นต้องใช้มากกว่านั้นจะต้องขออนุญาต และรายชื่อที่ได้รับอนุญาตจะถูกส่งต่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อติดตามการใช้งาน

2.ยืนยันตัวตนเข้มข้นขึ้น : พบว่าการลงทะเบียนซิมของ Operator ในอดีต ไม่เพียงพอต่อการยืนยันตัวตน เนื่องจากสแกมเมอร์มีวิวัฒนาการในการปฏิบัติการ จึงมีการออกนโยบายให้การขายและลงทะเบียนซิมจะต้องใช้ Chip and SIM หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีความปลอดภัยเทียบเท่า โดยปัจจุบันต้องใช้ระบบ ThaID เท่านั้น ส่วนนี้ได้ถูกบังคับใช้แล้วและกำลังมีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดระหว่าง กสทช. และตำรวจ

3.จัดการสัญญาณระหว่างประเทศ : รัฐบาลกำลังตรวจสอบประเด็นเรื่อง สัญญาณระหว่างประเทศ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีบางช่วงที่สัญญาณขึ้นมา ซึ่งทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือ และจะมีอัปเดตในอีก 3 วันข้างหน้า

สำหรับการจัดการเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการรวมซิมหลายเบอร์ไว้ในที่เดียว หรือ SIM Box รัฐบาลได้สั่งการให้ดำเนินการจัดการ โดยพบว่าแม้เครื่องที่ประกอบเสร็จแล้วจะผิดกฎหมาย แต่การกระจายชิ้นส่วน (part) ยังไม่ผิดกฎหมาย

จึงมีการทำงานร่วมกับกรมศุลกากรและ กสทช. เพื่อประกาศว่า แม้กระทั่งชิ้นส่วนที่แยกมาประกอบก็ต้องมีการลงทะเบียนและชี้แจง นอกจากนี้ ได้มีการขอข้อมูลย้อนหลัง เกี่ยวกับการนำเข้าส่งออก SIM Box ทั้งแบบประกอบเสร็จและแบบแยกส่วน และส่งต่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ทำ Profiling หาแหล่งที่อาจเป็นจุดของกระบวนการเพิ่มเติม

มาตรการจัดการบัญชีม้า ที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร มีการกำหนดนโยบายระงับการใช้งานอย่างเข้มงวด

  • หากบัญชีใดถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นบัญชีม้าแถว 1 หรือแถว 2 ผู้ใช้บัญชีนั้นจะสามารถเปิดบัญชีได้เพียง 1 บัญชีที่เรียกว่า “บัญชีครองชีพ” เท่านั้น
  • ส่วนบัญชีที่เหลือจะไม่สามารถเปิดได้เป็นระยะเวลา 3 ปี จนกว่าคดีจะจบสิ้น
  • หากมีการกระทำผิดซ้ำซ้อน มีการมอบนโยบายให้หาแนวทางยกระดับเป็นการไม่สามารถเปิดบัญชีเพิ่มเติมได้ “ไปตลอดชีวิต” ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและพูดคุยเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับ ปปง. ในเรื่องการเปิดเผยรายชื่อบัญชีต้องสงสัยและบัญชีม้าต่อสาธารณชน เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้และระมัดระวังตัวได้มากขึ้น และที่สำคัญคือ นโยบายการคืนเงินให้พี่น้องประชาชนที่ประสบภัย ซึ่ง ปปง. จะนำเสนอรายละเอียดช่องทางต่อไป

ขณะเดียวกันพบว่า มากกว่า 50% ของผู้ที่ถูกสแกมทั้งหมด จุดเริ่มต้นมาจากทางแพลตฟอร์ม กระทรวงดีอีจึงกำลังร่างกฎหมายเพื่อยกระดับมาตรการเพิ่มเติม โดยมีหลักการว่า ผู้ที่จะทำธุรกรรมซื้อขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือผู้ที่ถูกรายงาน (report) จะต้องมีการแสดงตัวตนและยืนยันตัวตน

“ได้มีการพูดคุยกับภาคเอกชนหลากหลายส่วน รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ search engine เพื่อปกป้องประชาชนให้เข้าถึงจุดเสี่ยงได้ยากขึ้น โดยทุกองค์กรที่ได้พูดคุยต่างพร้อมให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง”

ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้เดินทางไปลงนามอนุสัญญาที่กรุงฮานอย ในเรื่องการต่อต้านสแกมเมอร์ โดยอนุสัญญานี้จะเป็นเครื่องมือให้ไทยสามารถแชร์ข้อมูลอาชญากรรมข้ามประเทศ และให้ความร่วมมือในการระงับและดำเนินคดี โดยอนุสัญญาไม่เพียงครอบคลุมเรื่องสแกมเมอร์ทางไซเบอร์ แต่รวมถึงการจัดการเรื่องค้ามนุษย์ด้วย

สำหรับมาตรการในประเทศ รัฐบาลกำลังดำเนินการ ยกระดับ พรก. เพื่อให้มีเครื่องมือตอบโต้กับกระบวนการเหล่านี้ได้มากขึ้น โดยมีแนวคิดที่จะตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า White Hacker ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่สามารถตอบโต้ หากพบจุดที่มีกระบวนการก่อความเสียหายต่อประชาชนชาวไทย โดยมีหลักฐานดิจิทัลที่ชัดเจน หน่วยงาน White Hacker จะสามารถระงับและหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการที่ทำงานในโครงสร้างนั้น ๆ รวมถึงส่งข้อมูลเหล่านี้ต่อไปยังนานาประเทศ เพื่อการจัดการแบบบูรณาการ