เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วม ว่า รัฐบาลมีความห่วงใยประชาชนในภาคกลางที่กำลังเผชิญปัญหาน้ำท่วมอยู่ ที่เกิดจากฝนตกอย่างหนักเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมจนถึงต้นเดือน พ.ย. 2568 เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา กรมชลประทานได้ขออนุญาตเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาจาก 2,500 เป็น 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงต้องย้ำเตือนประชาชนในจังหวัดภาคกลางที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ที่จะได้รับผลกระทบจากระบายน้ำ

นายภราดร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนได้มอบนโยบายให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้วว่าปริมาณน้ำที่มากขนาดนี้ สิ่งที่หน่วยงานจำเป็นต้องบริหารจัดการ นอกจากการระบายน้ำผ่านประตูน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาแล้ว จะต้องหาพื้นที่รับน้ำในเขตชลประทานที่ยังสามารถเอาน้ำไปเก็บกักได้ เพื่อไม่ให้น้ำอยู่ในลำน้ำมากเกินไป เพราะเคยมีประสบการณ์มา 2 ครั้ง คือ เมื่อปี 2554 น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ และปี 2565 ที่ท่วมบริเวณ จ.สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบทเรียนที่คิดว่าทุกฝ่ายปฏิบัติต้องไปทบทวนบทเรียน เนื่องจากที่ผ่านมา เกิดปัญหาจากการไม่ผันน้ำออก หรือไม่กักเก็บไว้ในทุ่งรับน้ำในพื้นที่ชลประทาน แต่ใช้วิธีปล่อยน้ำผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองสาขาหลัก จนเกิดปัญหาน้ำเอ่อล้นตลิ่ง เขื่อนพัง จนควบคุมทางของน้ำไม่ได้ ฝ่ายปฏิบัติจึงต้องไปศึกษา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก หากตัดสินใจล่าช้าไปเพียง 1-2 วัน จะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์น้ำ และจะสายไป

เมื่อถามว่าจะเกิดปัญหาการประสานงานหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนได้พูดคุยกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตไปว่าพื้นที่ที่สามารถรับน้ำได้อยู่ ควรจะเอาน้ำเข้าไประบบชลประทาน หรือนำเข้าพื้นที่ที่สามารถจะรับน้ำได้อยู่ โดยขอให้รีบดำเนินการ ก่อนที่จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะตอนนี้ยังสามารถทำได้อยู่ ถ้าไม่รีบตัดสินใจภายใน 1-2 วันนี้ มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดสถานะแบบปี 2565