ประเทศไทยเริ่มมีการนำ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะมีบริษัทเทคระดับโลกต่างเร่งพัฒนา AI ออกมาแข่งขัน ทำให้แนวโน้มการใช้จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

วันนี้คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH มีข้อมูลจากรายการ AI Developer Report 2025”  หรือ รายงานนักพัฒนา AI ปี 2568 ของ “อโกด้า” แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวที่จัดทำขึ้น เพื่อสำรวจแนวทางการใช้งาน AI ของเหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย

โดยพบว่าการใช้งาน AI ในกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย อยู่ในระดับสูง แต่การใช้งานดังกล่าวยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาให้ใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ และนักพัฒนานำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการทำงาน โดยไม่ลดทอนคุณภาพของผลงาน ขณะเดียวกันองค์กรต่าง ๆ กำลังเผชิญความท้าทายในการวางนโยบาย แนวปฏิบัติ และกรอบการทำงานที่เหมาะสม เพื่อรองรับการพัฒนา AI ในระยะต่อไปของภูมิภาค

รายงานฉบับนี้อ้างอิงข้อมูลเชิงลึกจากนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และอินเดีย รวมถึงมุมมองจากบริษัทชั้นนำในภูมิภาคอย่าง SCB 10x, Omise, Carousell และ MoMo  โดยได้สรุปประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับแนวโน้มการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดียไว้ 3 ประเด็น มราน่าสนใจ ดังนี้

AI เทคโนโลยีหลัก ยังไม่ได้ถูกพัฒนาเต็มที่

ทั้งนี้ปัจจุบัน AI ได้กลายเป็นเครื่องมือประจำวันของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย โดย มีนักพัฒนาถึง 95% ที่ใช้ AI เป็นประจำทุกสัปดาห์ และกว่า 56% เปิดใช้ผู้ช่วย AI อยู่ตลอดเวลา ซึ่งปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เกิดการใช้งาน AI คือประสิทธิภาพและความรวดเร็ว โดย 80% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าใช้ AI เพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงาน และมีกลุ่มนักพัฒนาจำนวนมากเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดย 37% ระบุว่าสามารถประหยัดเวลาได้ถึง 4–6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม การใช้งาน AI ในปัจจุบันยังคงเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อเสริมประสิทธิภาพ มากกว่าการเป็น เครื่องมือสร้างสรรค์ผลงาน    นอกจากนี้  22% ของกลุ่มนักพัฒนานำเอา AI มาใช้เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่ไม่คุ้นเคย และน้อยกว่าครึ่งหรือราว 43% ของกลุ่มนักพัฒนาที่เชื่อว่า AI สามารถทำงานได้ดีในระดับเทียบเท่ากับวิศวกรระดับกลาง ขณะที่ 94% ใช้ AI เพื่อช่วยในการเขียนโค้ด  และเมื่อถามถึงการใช้งานประเภทการจัดทำเอกสาร การจัดการทดสอบ และการปรับใช้ระบบ ผลสำรวจพบว่า การนำเอา AI เข้ามาใช้งานยังมีเปอร์เซ็นต์ที่น้อย สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างการใช้งานจริง กับความน่าเชื่อถือของ AI ซึ่งชี้ให้เห็นความจำเป็นในการพัฒนาให้ AI มีความเสถียร และให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น

AI กำลังพัฒนาให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

การตรวจสอบ และการยืนยันผลลัพธ์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานกับ AI ในชีวิตประจำวันของกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างชัดเจน โดย 79% ของนักพัฒนาระบุว่า ผลลัพธ์ที่ไม่น่าเชื่อถือ คืออุปสรรคสำคัญต่อการนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลาย และเพื่อรักษาคุณภาพของงาน นักพัฒนาซอฟต์แวร์กว่า 67% จะตรวจสอบโค้ดที่สร้างโดย AI ทุกบรรทัดก่อนนำมารวมเข้ากับงานของตนเอง อีกทั้งกว่า 70% มักปรับแต่งหรือแก้ไขผลงานของ AI เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลถูกต้อง เชื่อถือได้

ผลสำรวจยังพบว่า มาตรการและนโยบายในการใช้งาน AI ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก โดยมีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่ทำงานภายใต้แนวทาง หรือกรอบข้อกำหนดด้าน AI ที่ชัดเจน และนำเอาการตรวจสอบและประเมินผลของคนมาเพื่อใช้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือแทน ซึ่งการตรวจสอบในรูปแบบดังกล่าวไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรม แต่กลับช่วยเสริมประสิทธิภาพให้การใช้งาน AI จึงทำให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถทำงานได้เร็วขึ้นในขณะที่ประสิทธิภาพของงานยังคงที่  โดยกว่า 72% ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ยืนยันว่าเห็นผลลัพธ์ชัดเจนทั้งด้านประสิทธิภาพและคุณภาพของโค้ด ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการมีคนเข้ามากำกับดูแลการทำงานของ AI ยังเป็นปัจจัยที่สำคัญเพื่อการใช้งาน AI ที่ถูกต้อง

การใช้งาน AI มีความเสี่ยงจากความเหลื่อมล้ำ

ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือ วิธีการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพ จากรายงานพบว่า นักพัฒนาส่วนใหญ่กว่า 71% เรียนรู้การใช้ AI ด้วยตนเองผ่านการศึกษาบทเรียนออนไลน์ โครงการเสริม หรือจากแหล่งชุมชนออนไลน์ ขณะที่มีเพียง 28% ที่ได้รับการฝึกอบรมจากที่ทำงาน อีกทั้งการเข้าถึงเพื่อพัฒนาศักยภาพการใช้งาน AI ยังแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศโดย โดยกลุ่มนักพัฒนาในประเทศสิงคโปร์นั้นมีโอกาสที่จะได้รับการอบรมด้าน AI มากกว่านักพัฒนาในเวียดนามถึงเกือบสองเท่า

แม้จะมีช่องว่างเหล่านี้ นักพัฒนาก็ยังเดินหน้าเสริมความสามารถให้แก่ตนเองอย่างต่อเนื่อง โดย 87% ของนักพัฒนามีการปรับแผนการเรียนรู้ หรือเส้นทางอาชีพเพื่อใช้ประโยชน์จาก AI และ 62% เชื่อว่า AI จะช่วยขยายโอกาสในอาชีพของตนซึ่งเป็นการวางรากฐานระยะยาวของเหล่านักพัฒนาทั้งภูมิภาค สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แรงงานนั้นมีความสามารถ มีความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ มีความมุ่งมั่น พร้อมทดลองสิ่งใหม่ ๆ และมีความรู้ด้าน AI มากกว่าที่องค์กรจะสามารถจัดอบรมให้ความรู้ให้ได้

นักพัฒนาไทยนำ AI มาใช้อย่างรอบคอบที่สุด

นักพัฒนาซอฟต์แวร์คนไทยยังคงเป็นกลุ่มที่นำ AI มาใช้งานอย่างรอบคอบที่สุด โดยมีเพียง 5% ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์คนไทยที่ “มั่นใจอย่างยิ่ง” ว่า AI สามารถทำงานได้เทียบเท่ากับวิศวกรระดับกลาง ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์จาก 7 ประเทศที่ถูกสำรวจ ขณะที่ 41.3% ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์คนไทยแสดงความไม่มั่นใจกับการใช้ AI ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใช้วิจารณญาณ และความรอบคอบในการใช้ AI มากกว่าการใช้ AI ไปตามกระแส

อีกทั้งผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพก็คงชัดเจน โดยเกือบครึ่งของนักพัฒนาซอฟต์แวร์คนไทย (46.3%) แสดงความคิดเห็นว่า การใช้งาน AI ช่วยประหยัดเวลาได้ 4 – 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่มากกว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์จากประเทศอื่น ๆ อันชี้ให้เห็นว่าคุณค่าการใช้งานที่แท้จริงนั้นยังมีให้เห็นแม้อาจมีความไม่ชัดเจนอยู่บ้าง

“อิแดน ซาลซ์เบิร์ก” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ อโกด้า  บอกว่า AI กำลังเปลี่ยนวิธีที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้ และทำงานร่วมกัน จากเดิมที่ AI ถูกนำมาใช้เพื่อเร่งงาน เช่น การเขียน ทดสอบ หรือแก้ไขโค้ด วันนี้ AI กลายเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการสร้างซอฟต์แวร์ ช่วยให้ทีมทำงานได้รวดเร็วขึ้น เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และแก้ปัญหาในรูปแบบใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี

สุดท้ายแล้วการใช้ AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย แม้เป็นสิ่งที่แพร่หลายแต่ความไม่เท่าเทียมก็ยังมีให้ได้พบเห็น  ความท้าทายที่แท้จริงคือการสนับสนุนการเติบโตจากฐานรากนี้ ด้วยแนวปฏิบัติที่เป็นระบบและการทดลองอย่างรับผิดชอบ เพื่อเปลี่ยนการใช้งาน AI ให้มีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืน.

Cyber Daily