รศ.ชัชพล ไชยพร นักวิชาการศาสนาเชี่ยวชาญ รักษาราชการแทน ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม กล่าวว่า ตามที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568 ได้มีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้วนั้น ในการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 27/2568 เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้มีการนำระเบียบดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุม และ มส. ได้มีมติรับทราบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568 แล้ว ทั้งนี้ในระเบียบดังกล่าวจะมีคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) มีอำนาจหน้าที่ที่เป็นคุณต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งจะมีการดำเนินการบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน โดย คพช. จะกำหนดนโยบายในการปฏิบัติงานด้านต่างๆ ไม่มีนัยของการที่รัฐจะทำเกินอำนาจหน้าที่ แต่เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นอกจากนี้ระเบียบดังกล่าวยังกำหนดให้มีคณะอนุกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติระดับจังหวัด (อพช.จังหวัด) เนื่องจากการดำเนินงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ในบางเรื่องอาจจะติดขัด ไม่มีอำนาจ ซึ่งการมี อพช.จังหวัด จะช่วยให้การทำงานของ พศจ. เข้มแข็งมากขึ้น  

รศ.ชัชพล กล่าวต่อไปว่า ระเบียบนี้ยังให้มีคณะวินัยธรกลาง และคณะธรรมธรกลาง โดยคณะวินัยธรกลาง ประกอบด้วย พระภิกษุผู้ทรงภูมิในพระวินัย จำนวนไม่เกิน 10 รูป ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของ มส. มีหน้าที่พิจารณาและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับพระวินัย ส่วนคณะธรรมธรกลาง ประกอบด้วยพระภิกษุผู้ทรงภูมิในพระธรรม จำนวนไม่เกิน 10 รูป ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของ มส. มีหน้าที่พิจารณาและวินิจฉัยปัญหาในลักษณะสัทธรรมปฏิรูปเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และปัญหาทางพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบคณะสงฆ์ไทย อย่างไรก็ตาม คณะวินัยธรกลาง และคณะธรรมธรกลาง ไม่ได้มีอำนาจในการให้ลงนิคหกรรม (การลงโทษ) หรือสอบอธิกรณ์ แต่จะทำหน้าที่ให้ความเห็นกรณีเกิดข้อโต้แย้งในเรื่องพระวินัย และพระธรรมคำสอน เท่านั้น  

“การใดที่เกี่ยวกับคณะสงฆ์ คพช. ไม่มีอำนาจเหนือกว่า หรือสั่งการคณะสงฆ์ อำนาจยังคงเป็นของสมเด็จพระสังฆราช มส. เจ้าคณะผู้ปกครอง การมี คพช. เพื่อเข้ามาเติมเต็มการดำเนินงานของภาครัฐในการคุ้มครองพระพุทธศาสนา” รศ.ชัชพล กล่าว