เมื่อวันที่ 8 พ.ย. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยส่วนประชาสัมพันธ์ รายงานผลการปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ว่า ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดี DSI มอบหมายให้ ร.ต.อ.ทินวุฒิ สีละพัฒน์ ผอ.กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ, พ.ต.ท.ปริญญา กฤษณา ผอ.ส่วนคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ 2 และนายคมคณิศร์ ผ่องหิรัญ ผอ.ส่วนคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ 1 นำคณะพนักงานสืบสวน สนธิกำลังร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เปิดปฏิบัติการตรวจค้นสถานพยาบาลและยึดเอกสารข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อนำมาตรวจสอบและวิเคราะห์ขยายผลทางคดี

จุดที่ 1 ตรวจสอบคลินิกเวชกรรมในอาคารย่านถนนพระราม 4 เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร พบบุคลากรทางการแพทย์มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ รวมถึงประวัติการรักษาและเอกสารเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยรับจ้างตั้งครรภ์แทน ขณะตรวจค้นพบหญิงชาวไทยและหญิงชาวต่างชาติ กำลังรับการตรวจรักษาที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมในการตั้งครรภ์

จุดที่ 2 ห้องแลปของคลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมสูตินรีเวชในอาคารเดียวกัน พบเตียงตรวจโรค อุปกรณ์ตรวจภายใน ห้องเก็บน้ำเชื้อ และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประวัติการรักษาในระบบคอมพิวเตอร์ของคลินิกเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยรับจ้างตั้งครรภ์แทน และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

กรมสอบสวนคดีพิเศษระบุว่า กรณีดังกล่าวเกิดจากการรับข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเกี่ยวกับการตั้งครรภ์แทนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีข้อมูลทารกเพศหญิง 2 รายที่อาจเกิดจากการตั้งครรภ์แทน และได้รับการประสานงานจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา พบชายชาวจีน 2 คน เดินทางพร้อมเด็กทารกโดยไม่พบมารดา จึงสอบสวนบุคคลสัญชาติไทยและส่งกลับประเทศไทย รวมจำนวน 4 ราย เพื่อให้ DSI ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษย้ำว่า การอุ้มบุญสามารถทำได้ตามกฎหมาย หากดำเนินการอย่างถูกต้องเพื่อช่วยผู้มีบุตรยากตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 แต่ห้ามทำเพื่อประโยชน์ทางการค้า หากฝ่าฝืน ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมทั้งผู้ว่าจ้าง นายหน้า แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และหญิงอุ้มบุญ จะมีความผิดทางอาญา DSI มุ่งมั่นดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อต่อต้านขบวนการอุ้มบุญผิดกฎหมาย และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดต่อไป