ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดบิ๊กแมตช์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ซิตี มีคิวเปิดสังเวียน เอติฮัด สเตเดียม รับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล แชมป์เก่า โดยหากเก็บชัยได้ “เรือใบสีฟ้า” จะทำแต้มจี้ อาร์เซนอล ทีมจ่าฝูง เหลือ 4 คะแนนเท่านั้น

ครึ่งแรก แมนฯ ซิตี ครองบอลบุกได้มากกว่า และเกือบได้ประตูขึ้นนำเร็วเมื่อได้จุดโทษในนาทีที่ 13 ทว่า เออร์ลิง ฮาลันด์ กลับยิงไปติดเซฟของ จอร์จี มามาร์ดาชวิลี นายทวารทีมเยือน อย่างน่าเสียดาย
อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 29 ฮาลันด์ แก้ตัวได้สำเร็จเมื่อทะยานขึ้นโขกลูกเปิดของ มาเตอุส นูเนส เข้าไปตุงตาข่ายส่งให้ แมนฯ ซิตี ออกนำ 1-0

จากนั้นนาทีที่ 38 ลิเวอร์พูล ชวดได้ประตูตีเสมอเมื่อ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ โขกลูกเตะมุมเข้าประตูไปแล้ว แต่ถูกผู้ตัดสินริบประตูคืน หลังห้อง VAR แจ้งว่า แอนดี โรเบิร์ตสัน ที่ก้มหลบบอลก่อนจะเข้าประตูไปนั้น ยืนอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า
กระทั่งช่วงทดเจ็บนาทีที่ 45+3 กลายเป็น แมนฯ ซิตี ที่ได้ประตูนำห่าง 2-0 จาก นิโก กอนซาเลซ ที่ยิงไกลไปแฉลบเท้า ฟาน ไดค์ เปลี่ยนทางเข้าประตูไปชนิดที่ มามาร์ดาชวิลี ได้แต่ป้องกันด้วยสายตา

เข้าสู่ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล เดินหน้าบุกแหลก แต่นอกจากจะทวงประตูคืนไม่ได้แล้ว ยังโดน แมนฯ ซิตี ขยับหนีไปเป็น 3-0 จากการยิงไกลสุดสวยของ เฌเรมี โดกู ในนาทีที่ 63 อีกต่างหาก

ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีใครทำอะไรกันได้อีก จบเกม แมนฯ ซิตี ต้อน ลิเวอร์พูล 3-0 มี 22 คะแนนจาก 11 นัดรั้งอันดับ 2 ด้าน “หงส์แดง” ที่แพ้เป็นนัดที่ 5 มี 18 คะแนนอยู่ที่ 8.
ภาพ AFP



