เมื่อวันที่ 10 พ.ย. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ จุดจบสายลาก ห้ามดื่มในร้านนอกเวลาขาย โดยระบุว่า จากที่ข่าวหลายสำนักได้ออกมานำเสนอเรื่องห้ามดื่มหลังเวลาขายนั้น ก็เพราะกฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2568) ม.32 ห้ามบริโภคแอลกอฮอล์ในที่สถานที่ที่ขายแอลกอฮอล์ หรือให้บริการเพื่อการค้า ในเวลาห้ามขาย หากฝ่าฝืนมีความผิด โทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท

สรุปง่าย ๆ คือ ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่ขายหรือจัดบริการเพื่อประโยชน์ทางการค้า ในเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (เที่ยงคืน-11.00 น. และ 14.00-17.00 น.) สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ “ผู้ดื่มโดนปรับ” โดย พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีผลบังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (8 พ.ย. 2568)

นายเท่าพิภพ ระบุว่า อย่างที่ทราบกันแล้ว ว่าการยกเลิกกำหนดช่วงเวลาขาย ในการลงนามฉบับล่าสุดของอดีตนายกฯ แพทองธาร ยกเว้นให้ขายในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ตามประกาศล่าสุดจะมีแค่ 1.ท่าอากาศยานนานาชาติ 2.สถานบริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย 3.โรงแรมที่มีใบอนุญาตโรงแรม ไม่ได้มีการยกเว้นให้ “ร้านอาหาร”

แล้วถ้ากฎหมายฉบับนี้ถูกบังคับใช้ จะเกิดอะไรขึ้น? จะทำให้มีผู้ดื่มหลายราย รีบดื่มให้ทันก่อนเวลา และคนที่ดื่มหนัก ดื่มเร็ว ร่างกายจะได้รับแอลกอฮอล์เร็วและมากเกินไป ร่างกายจะพยายามกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย มีโอกาสสูงที่จะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเป็นกลไกป้องกันตัวเองของร่างกาย อีกทั้งยังอาจเกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย และหากอาเจียนรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จนต้องเข้ารับการรักษา วิธีแก้ไข ผู้ดื่มต้องมีสติอย่างมาก ทางผู้ดื่มต้องรู้ตัวเอง สั่งแต่พอดี คำนวณเวลาดื่มต่อแก้วให้ดี เฝ้ามองดูเวลา อย่างสม่ำเสมอ เพราะมิฉะนั้นอาจโดนปรับ หรือ ต้องรีบดื่มจนเมาหนักและอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันได้

นายเท่าพิภพ ระบุต่อไปอีกว่า ส่วนทางของทางรัฐบาลถ้าหากเห็นว่า มาตรานี้เป็นปัญหาก็สามารถออกกฎหมายลูกมาผ่อนปรนได้ หรือจะยกเลิกเวลาห้ามขายไปเลยก็ได้ ซึ่งก็เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี โดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่เเล้ว ซึ่งก็จะทำให้มาตรานี้ไม่มีผลอีกต่อ

“ผมและพรรคประชาชน เรายืนยันว่าการเปิดขายสุรา 24 ชม .เป็นเรื่องปกติ และแน่นอนว่าเราตระหนักดีถึงปัญหาที่เกิดจากสุรา เราควรมีมาตรการที่เหมาะสมด้วยสัดส่วน และมีตรรกะที่ทุกคนเข้าใจได้และพอปฏิบัติตาม ไม่ใช่มาตรการเช่นนี้ที่ผิดธรรมชาติ ยากต่อการบังคับ และผลลัพธ์ที่ได้จากการควบคุมน้อย แล้วตอนนี้สิ่งที่ทำได้ที่สุดก็คือการประชาสัมพันธ์ถึงกฎระเบียบที่กำลังบังคับใช้เพื่อให้มีใครกระทำผิดตามกฎหมายและถูกปรับโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ต้องขอแรงของผู้ประกอบการในการประชาสัมพันธ์ด้วย” นายเท่าพิภพ ระบุ