ผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมาก มักเข้าใจผิดว่า อาหารที่มีรสหวานต้องมีน้ำตาลสูง และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็ว แต่ความจริงแล้ว รสชาติหวานไม่ได้หมายความว่า จะทำให้มีปริมาณน้ำตาลสูงเสมอไป

ข้าวโพดหวาน (Sweet Corn) คือธัญพืชชนิดหนึ่งที่มีรสชาติหวานจัด แต่มีปริมาณน้ำตาลโดยรวมต่ำ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวาน

ทำไมข้าวโพดหวานจึงหวาน แต่น้ำตาลต่ำ?

มาจากน้ำตาลเชิงเดี่ยว: ความหวานของข้าวโพดหวานส่วนใหญ่ มาจากน้ำตาลที่ละลายน้ำได้ เช่น ซูโครส (น้ำตาลทราย) กลูโคส และฟรุกโตส ซึ่งมีความหวานมากกว่าแป้ง

ปริมาณน้ำสูง: ข้าวโพดหวานมีปริมาณน้ำมากกว่า 70% ทำให้มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดค่อนข้างต่ำ (น้อยกว่า 20%) จึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็วเท่าข้าวหรือขนมปัง

ประโยชน์หลักของข้าวโพดหวานสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

นอกจากจะเป็นมิตรกับระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ข้าวโพดหวานยังอุดมไปด้วยสารอาหาร

ช่วยเสริมกรดโฟลิก (Folic Acid): ข้าวโพดหวานสายพันธุ์ปรับปรุง มีปริมาณกรดโฟลิกสูง การทานประมาณ 200–400 กรัมต่อวัน สามารถตอบสนองความต้องการกรดโฟลิกในผู้ใหญ่ได้

บำรุงสายตา: ข้าวโพดหวานสีเหลืองอุดมไปด้วย ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Retinopathy) และต้อกระจก

ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก: มีใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำสูงถึง 2.9% ซึ่งช่วยเพิ่มความอิ่ม กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ และชะลอการดูดซึมน้ำตาลหลังมื้ออาหาร

อย่างไรก็ดี แม้ ข้าวโพดหวาน จะมีคุณสมบัติที่ดีต่อสุขภาพ แต่ก็ยังคงเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตหลัก ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรคำนวณปริมาณที่ทานให้เหมาะสม

หากทาน ข้าวโพดหวาน 200 กรัม (ประมาณ 1 ฝัก) ควรลดปริมาณข้าวสวยลงประมาณ 150 กรัม หรือลดขนมปัง/มันเทศลงตามสัดส่วนที่เหมาะสม

ข้าวโพดหวานเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ที่ต้องการทานธัญพืชรสชาติหวาน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องระดับน้ำตาลในเลือดมากเกินไป เพียงแค่ควบคุมปริมาณการทานให้อยู่ในแผนโภชนาการประจำวันอย่างเคร่งครัด

ที่มาและภาพ : sohu, freepik