เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ศ.นพ.ชวลิต เลิศบุษยานุกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และเจ้าของเพจ “ศ.นพ.ชวลิต รักษามะเร็งที่รพ.จุฬาลงกรณ์” ได้โพสต์ให้ความรู้เรื่อง “การส่องกล้องลำไส้ใหญ่” (Colonoscopy) โดยระบุว่า เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกัน ตรวจวินิจฉัย และติดตามมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด และหากตรวจพบในระยะแรก มักสามารถรักษาให้หายได้

ศ.นพ.ชวลิต อธิบายว่า คนทั่วไปอายุ 45 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อคัดกรองหาติ่งเนื้อหรือมะเร็งในระยะเริ่มต้น และหากในครอบครัวมีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ ควรตรวจเร็วกว่าปกติ เพราะระหว่างการส่องกล้อง แพทย์สามารถ “ตัดติ่งเนื้อก่อนที่มันจะกลายเป็นมะเร็ง” ได้ทันที

นอกจากนี้ การส่องกล้องยังมีบทบาทในการวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรม เช่น Lynch Syndrome โดยใช้การตรวจชิ้นเนื้อด้วยเทคนิคพิเศษ (MMR / MSI testing) ซึ่งจะช่วยประเมินความเสี่ยงของญาติพี่น้อง และช่วยวางแผนการรักษาได้ตรงจุด

สำหรับผู้ที่เคยรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว แพทย์แนะนำให้ตรวจส่องกล้องซ้ำภายใน 1 ปีแรกหลังผ่าตัด จากนั้นตรวจทุก 3 ปี และหากไม่พบความผิดปกติ อาจขยายระยะเป็นทุก 5 ปี แต่ถ้าพบติ่งเนื้อที่มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งสูง ควรตรวจซ้ำทุกปีเพื่อความปลอดภัย

ในกรณีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ระยะลุกลาม (ระยะ II–IV) แม้จะผ่านการรักษาแล้ว ก็ยังต้องเฝ้าระวังด้วยการตรวจเลือดดูค่า CEA เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) และส่องกล้องลำไส้ เพื่อค้นหาว่ามีแนวโน้มของการกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่

ศ.นพ.ชวลิต กล่าวเตือนว่า แม้การตรวจส่องกล้องจะมีความเสี่ยงเล็กน้อย เช่น ลำไส้ทะลุหรือมีเลือดออกหลังตัดติ่งเนื้อ แต่หากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ความเสี่ยงแทบไม่มี ทั้งนี้ผู้เข้ารับการตรวจควรเตรียมลำไส้ให้สะอาดตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้การตรวจแม่นยำที่สุด

พร้อมฝากข้อคิดสำคัญว่า

“การส่องกล้องลำไส้ไม่ได้มีไว้แค่ตอนป่วย แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ป่วยต่างหาก

ถ้าคุณอายุเกิน 45 ปี หรือมีคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งลำไส้ อย่ารอให้มีอาการครับ

ตรวจเถอะครับ มะเร็งลำไส้หายได้ ถ้าเรารู้ทัน”