เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 21 พ.ค. 69 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ทั้งนี้มีการพิจารณากระทู้ถามสดของนายสังคม แดงโชติ สส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) สอบถามนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เรื่อง เหตุการณ์รถไฟขบวนสินค้าชนรถเมล์ที่แยกอโศก-ดินแดง มีผู้เสียชีวิต 8 ราย เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 69 ว่า สะท้อนความบกพร่องระบบบริหารจัดการความปลอดภัย ระบบขนส่งสาธารณะ ขอให้ระบุให้ชัดเจนว่า ระบบไม้กั้น อาณัติสัญญาณอยู่ในสภาพใด เหตุใดรถไฟจึงไม่สามารถหยุดรถได้ทัน จะอ้างรถเมล์คร่อมรางรถไฟอย่างเดียวไม่ได้ ส่วนมาตรการตรวจสารเสพติด การห้ามเดินรถไฟหากไม้กั้นไม่ลง จะมีกลไกบังคับใช้และติดตามผลอย่างไร และการห้ามรถไฟเข้า กทม. ชั้นใน จะเป็นไปในทิศทางใด รวมถึงมาตรการเยียวยาผู้เสียชีวิตจะเป็นอย่างไร

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ชี้แจงแทน รมว.คมนาคม ว่า ขบวนรถไฟคันเกิดเหตุ ใช้ความเร็ว 34 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่เกินความเร็วปกติ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนหน้าเกิดเหตุมีไฟเหลืองแจ้งเตือนให้ชะลอขบวนที่สถานีมักกะสันแล้ว ขณะที่เกิดเหตุปะทะ มีความเร็วอยู่ที่ 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผลการสอบสวนทราบว่า พนักงานขับรถไฟประมาทในการดำเนินการ และพบภายหลังเป็นผู้ใช้สารเสพติดหลายตัว ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้ออกจากราชการ และตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ นายพิพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ได้กำชับเข้มงวดเรื่องการตรวจสารเสพติด โดยให้ตรวจสอบพนักงานทุกคนในระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่วัวหายล้อมคอก แต่เป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาตลอด แต่ที่ผ่านมาใช้วิธีสุ่มตรวจ หลังจากนี้นายพิพัฒน์จึงให้ตรวจปูพรมทุกสังกัด พบพนักงานขับรถใช้สารเสพติดเพิ่มขึ้น แต่เป็นเพียงเบื้องต้น ต้องนำผลไปตรวจอย่างเป็นทางการที่โรงพยาบาลต่อไป ยืนยันไม่ปล่อยปละละเลยเรื่องนี้

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ส่วนการตั้งข้อสังเกตรถไฟขนส่งสินค้าต้องวิ่งตอนกลางคืนเวลา 21.00-05.00 น. แต่เหตุใดมาวิ่งตอนกลางวัน เนื่องจากรถไฟดังกล่าว เป็นขบวนรถวิ่งเที่ยว 5 ทุ่ม วันที่ 15 พ.ค. แต่เกิดการดีเลย์ 900 นาที จึงมาออกรถตอนกลางวัน จนกระทั่งเกิดเหตุ ขณะที่การให้ไปศึกษาไม่ให้รถไฟวิ่งเข้ามาใน กทม. ชั้นในนั้น พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนเรื่องการสร้างภาระ ทำให้เสียเวลา ต้องเปลี่ยนขบวนรถ จะนำมาหาทางออก ลดปัจจัยเสี่ยงให้มากสุด เรื่องนี้เป็นมาตรการระยะสั้นที่จะนำมาแก้ปัญหา ส่วนมาตรการระยะกลาง จะมีการเชื่อมต่ออาณัติสัญญาณกับ รฟท. กทม. และตำรวจจราจร นำระบบเทคโนโลยีมาใช้ ส่วนมาตรการระยะยาว จะทำเป็นการขนส่งระบบราง จะทำเป็นระบบลอยฟ้าทั้งหมด ถนนด้านล่างให้เฉพาะรถยนต์วิ่งเท่านั้น เรี่องมาตรการเยียวยา ทั้ง ขสมก. และ รฟท. เร่งรัดการเยียวยา ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บ ขอโทษและดูแลทุกคน มีเงินชดเชยให้คนบาดเจ็บตามอาการ เริ่มตั้งแต่ 130,000-1 ล้านบาท และกรณีผู้เสียชีวิตได้เงินชดเชย 2.39 ล้านบาทต่อราย