นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่า รฟท. เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานในพิธีขุดเจาะทะลุอุโมงค์สอง ซึ่งเป็นอุโมงค์ 1 ใน 4 ของโครงการรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์ ผู้บริหาร รฟท. นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับ “อุโมงค์สอง” ตั้งอยู่ใน อ.สอง จ.แพร่ มีระยะทางยาว 1.059 กิโลเมตร (กม.) โดยอยู่ในสัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย-งาว คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย. 2570 ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นของโครงการ ต่อจากอุโมงค์ดอยหลวง (จ.เชียงราย) และอุโมงค์แม่กา (จ.พะเยา) ที่เจาะทะลุก่อนหน้านี้ นับเป็น 3 ใน 4 อุโมงค์ที่เจาะทะลุสำเร็จแล้ว เหลือเพียงอุโมงค์งาว ที่มีความยาว 6.211 กม. ซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คาดว่าจะสามารถเจาะทะลุได้ในเดือน ก.ย. 2569

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า อุโมงค์สองได้ก่อสร้างมาแล้วเป็นเวลา 634 วัน ปัจจุบันมีความก้าวหน้าการก่อสร้าง 90% โดยเริ่มขุดเปิดอุโมงค์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2567 และจะขุดเปิดแล้วเสร็จทั้งฝั่งซ้ายทาง และขวาทาง ภายในสิ้นปี 2568 โดยอุโมงค์ฝั่งซ้ายทางขุดเปิดไปแล้ว 859 เมตร ยังคงเหลือระยะอีก 200 เมตร ส่วนฝั่งขวาทางยังคงเหลือระยะ 3 เมตร ที่จะทำการขุดเปิดในวันที่ 11 พ.ย. 2568 สำหรับอุโมงค์ทั้งหมดได้ถูกออกแบบให้เป็นอุโมงค์คู่ทางเดี่ยว (Single-Track Tunnel) มีโครงสร้างรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว พร้อมระบบระบายน้ำป้องกันน้ำท่วม และอุโมงค์หลบภัยทุกระยะ 240 เมตร เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในพื้นที่ภูเขาและร่องมรสุมภาคเหนือ โดยเฉพาะ “อุโมงค์งาว” ซึ่งจะเป็นอุโมงค์รถไฟที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทย

นอกจากนี้ เส้นทางดังกล่าวยังมีทัศนียภาพที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ของภาคเหนือ โดยขบวนรถไฟจะแล่นผ่านภูเขาสลับซับซ้อน ลอดอุโมงค์ และสะพานตลอดเส้นทาง ซึ่งจะกลายเป็นเส้นทางรถไฟแห่งการท่องเที่ยวที่สวยงาม และมีศักยภาพสูง สามารถสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติอีกด้วย ด้านภาพรวมของโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ปัจจุบันมีความก้าวหน้างานก่อสร้างสะสม 46.112% เมื่อเทียบกับแผนงานสะสม 45.211% ถือว่าเร็วกว่าแผน 0.901% เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาระบบรางภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง ระยะที่ 3 ซึ่งมุ่งเน้นเพิ่มขีดความสามารถของระบบขนส่งทางรางให้ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ สนับสนุนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชน

โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2561 อนุมัติให้ รฟท. ดำเนินโครงการดังกล่าว วงเงินรวม 85,345 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2571 ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาการคมนาคม และเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป.



