เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่กระทรวงการต่างประเทศ  นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการบรรยายสรุปแก่คณะทูตต่างประเทศและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ เกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เป็นการบรรยายชี้แจงให้ทราบถึงพัฒนาการล่าสุด จุดยืนของไทยต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา และแนวทางดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ ภายหลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายฯ ประกอบด้วย เอกอัครราชทูตและผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต 59 ประเทศ 1 องค์กร 4 องค์การระหว่างประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 71 คน  ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ได้ชี้แจงให้คณะทูตรับทราบรายละเอียดและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดครั้งล่าสุด ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเกิดจากฝ่ายกัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ในเส้นทางที่ทหารไทยลาดตระเวนอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังตรวจพบชิ้นส่วนทุ่นระเบิดภายในหลุมระเบิดเพิ่ม 3 ทุ่น ในบริเวณรอบหลุมระเบิด และพื้นที่นี้เคยเป็นพื้นที่ที่กัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง จึงสรุปได้ว่ากัมพูชาลักลอบเข้ามาวางระเบิด

นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า รมว.ต่างประเทศยังได้เน้นย้ำถึงการที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับปฏิญญาร่วมที่ไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน แต่หลังจากเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด นายกรัฐมนตรีได้ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อพิจารณาประเมินสถานการณ์ ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าประเทศไทยยึดมั่นการปฏิบัติตามปฏิญญาร่วมมาตลอด และมีความคืบหน้าหลายเรื่อง แต่กัมพูชาลักลอบวางทุ่นระเบิดในไทย ละเมิดปฏิญญาฯ และละเมิดอธิปไตยของไทย รวมถึงละเมิดอนุสัญญาออตตาวาที่กัมพูชาเป็นภาคีด้วย ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องระงับการดำเนินการตามปฏิญญาร่วม และชะลอการส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นาย รวมถึงเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์นี้ สอบสวนกรณีดังกล่าว และนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษ และต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้อีก โดยฝ่ายไทยจะพิจารณาความเป็นไปได้ในการกลับมาปฏิบัติตามปฏิญญาฯ ต่อเมื่อกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบ และแสดงให้เห็นว่าความเป็นปฏิปักษ์ยุติลงแล้ว

นายนิกรเดช กล่าวว่า รมว.ต่างประเทศได้แจ้งเรื่องการสื่อสารกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศและความร่วมมือของกัมพูชา เพื่อทำการประท้วง และได้ยื่นหนังสือประท้วงต่อกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ผ่านสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยแล้ว รวมถึงจะดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งจะมีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 22 ในวันที่ 1-5 ธ.ค.นี้ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งรมว.ต่างประเทศกำลังพิจารณาถึงการเดินทางไปร่วมประชุมด้วยตัวเอง รวมถึงไทยจะมีหนังสือถึงสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียที่เป็นสักขีพยานในปฏิญญาร่วมฯ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยและสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลกจะได้รับข้อมูลเช่นกัน เพื่อนำไปชี้แจงให้นานาชาติรับทราบถึงท่าทีของไทย ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยจะเชิญคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (เอโอที) ลงพื้นที่ในเร็วๆ นี้เพื่อให้เห็นความจริง และรมว.ต่างประเทศ ยังได้ชี้แจงถึงการลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานีและศรีสะเกษของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติการที่ภูมะเขือ และเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด

นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า ขณะที่คณะทูตต่างประเทศได้สอบถามถึงแนวทางการดำเนินการของไทยนับจากนี้ ซึ่งรมว.ต่างประเทศได้ชี้แจงว่า จากนี้ไปไทยขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการตามความจำเป็น เพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย โดยไทยจะดำเนินการตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ในพื้นที่ นอกจากนี้ คณะทูต ยังสอบถามว่าไทยฉีกทิ้งปฏิญญาร่วมดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งรมว.ต่างประเทศระบุว่าปัจจุบันถือว่าระงับ แต่เมื่อคำนึงถึงความรู้สึกของคนไทย ก็ไม่แน่ใจว่าจะคงสถานะการระงับไว้นานแค่ไหน ซึ่งขึ้นอยู่กับท่าทีและการตอบสนองของฝ่ายกัมพูชา ทั้งนี้ คณะทูตส่วนใหญ่ได้แสดงความเข้าใจต่อเรื่องดังกล่าว แต่มีข้อกังวล เพราะไม่อยากให้สถานการณ์มีความรุนแรงขึ้น และอยากให้ทั้ง 2 ฝ่ายกลับสู่การเจรจา อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงการต่างประเทศยังยึดมั่นในสันติวิธี ขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะดำเนินการอย่างรอบด้านและเต็มกำลัง เพื่อธำรงไว้ซึ่งอธิปไตย และบูรณภาพดินแดนไทย และความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนคนไทย

เมื่อถามว่าต้องแจ้งต่อประเทศหรือองค์กรต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนกับกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ด้วยหรือไม่ นายนิกรเดช กล่าวว่า ประเทศเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นภาคีของอนุสัญญาออตตาวา เช่น ญี่ปุ่น ที่เราได้สื่อสารไปทั้งสองทาง ผ่านไปยังประธานรัฐภาคีที่มีหน้าที่แจ้งความกังวลและข้อเรียกร้องไปสู่ประเทศรัฐภาคี และเรากำลังพิจารณาทำหนังสือตรงไปถึงประเทศที่ให้เงินช่วยเหลือแก่กัมพูชาว่าเงินดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และเรียกร้องให้ประเทศเหล่านั้นทบทวนว่าจะยังช่วยเหลือต่อไปหรือไม่ 

เมื่อถามว่าการปักปันเขตแดนชั่วคราวเร่งด่วน บริเวณบ้านหนองจาน และหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว จะยังดำเนินการอยู่หรือไม่ นายนิกรเดช กล่าวว่า กลไกคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ยุติการพูดคุยไว้ก่อน แต่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไม่เกี่ยวข้อง และยังดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าการระงับปฏิญญานี้จะส่งผลต่อความร่วมมือของไทยกับกัมพูชาในการปราบอาชญากรรมออนไลน์หรือไม่ นายนิกรเดช กล่าวว่า ไม่ส่งผล เพราะหนึ่งในผลหารือจากที่ประชุม สมช. คือมาตรการใดที่ไทยดำเนินการได้ฝ่ายเดียว หรือร่วมกับประเทศอื่น จะยังดำเนินการต่อ โดยเฉพาะการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ยังดำเนินการอย่างเข้มข้นขึ้น

เมื่อถามว่าในการชี้แจงต่อคณะทูตครั้งนี้ สหรัฐอเมริกาและมาเลเซียในฐานะสักขีพยานการลงนามถ้อยแถลงร่วมไทย-กัมพูชา มีปฏิกิริยาใดเพิ่มเติมหรือไม่นั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ได้ติดต่อกับผู้แทนรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว และแสดงความคาดหวังของไทยที่ให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากให้ติดตามสิ่งที่กัมพูชาควรดำเนินการต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย ส่วนมาเลเซียได้ส่งผู้แทนระดับสูงทางการทหารมาติดตามเหตุที่เกิดขึ้น และได้พิจารณาดำเนินการใดในสิ่งที่มาเลเซียสามารถดำเนินการได้