นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ครม.มีมติเห็นชอบหลักการ ร่างกฎกระทรวงการขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ของต่างประเทศ ภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ พ.ศ. …. และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ก่อนเสนอให้รมว.พาณิชย์ลงนาม มีผลใช้บังคับต่อไป
สำหรับสาระสำคัญ คือ ไทยและคู่เจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) สามารถแลกเปลี่ยนรายการสินค้าจีไอ ที่จะขึ้นทะเบียนเพื่อการคุ้มครองระหว่างกันได้ โดยกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขอขึ้นทะเบียน ภายใต้การเจรจาเป็นการเฉพาะ แต่ยังคงมีการประกาศโฆษณา และเปิดโอกาสให้โต้แย้งคัดค้านคำขอขึ้นทะเบียน รวมถึงอุทธรณ์การขึ้นทะเบียน ตามกระบวนการปกติของ พ.ร.บ. คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 สำหรับการคุ้มครองจีไอต่างประเทศ ที่มาขอขึ้นทะเบียนในไทย จะเกิดขึ้นเมื่อสามารถบรรลุผลการเจรจาเอฟทีเอระหว่างกัน หากไทยไม่สามารถบรรลุการเจรจาได้ ก็จะไม่คุ้มครอง
นางอรมนกล่าวว่า การยกร่างกฎกระทรวงสินค้าจีไอดังกล่าว เกิดขึ้นจากกรณีที่ไทยและอียู ได้เจรจาเอฟทีเอ ระหว่างกัน และทั้ง 2 ฝ่ายต่างให้ความสำคัญและมีกฎหมายคุ้มครองจีไอ จึงได้หารือที่จะแลกเปลี่ยนรายการสินค้ารวมกัน เพื่อการคุ้มครองระหว่างกัน โดยอียูมีสมาชิก 27 ประเทศ โดยปัจจุบันไทย ขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอในประเทศ 267 รายการ เป็นจีไอของต่างประเทศ เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อินเดีย เวียดนาม รวม 24 รายการ และจีไอไทย 243 รายการ มูลค่าตลาดรวม 114,000 ล้านบาท”
“การแลกเปลี่ยนรายการสินค้าที่จะคุ้มครองจีไอกับคู่เจรจาเอฟทีเอ จะส่งผลดี และเกิดประโยชน์กับสินค้าจีไอ ไทยที่ต้องการขยายสู่ต่างประเทศ เพราะจะช่วยให้การขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าจีไอในตลาด ที่ไทยมีเอฟทีเอ สะดวกรวดเร็วขึ้น เช่น กรณีสหภาพยุโรป จากโดยทั่วไปจะใช้เวลาพิจารณา 2 – 3 ปี ก็จะใช้เวลาน้อยลง ผ่านช่องทางการแลกเปลี่ยนรายการสินค้าจีไอ ซึ่งปัจจุบันไทยยังมีเอฟทีเอ ไทย-อียู อยู่ระหว่างการเจรจา และทั้ง 2 ฝ่ายตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาให้ได้โดยเร็ว”



