ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 ถือว่า หนักสาเหตุมาจากปัจจัยทางภูมิอากาศที่แปรปรวน, การบริหารจัดการน้ำเชิงโครงสร้าง, และความล่าช้าของโครงการป้องกันน้ำท่วมขนาดใหญ่
ปริมาณน้ำรวมใน 4 เขื่อนหลัก (ภูมิพล, สิริกิติ์, แควน้อยบำรุงแดน, และป่าสักชลสิทธิ์) ในปี 2568 มีปริมาณสูงถึงราว 25,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินกว่าสถิติวิกฤตการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 ที่มีปริมาณน้ำรวม 22,300 ล้านลูกบาศก์เมตร
ปริมาณน้ำมหาศาล ทำให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งต้องเร่งระบายน้ำ โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลที่ปริมาณน้ำสูงถึง ร้อยละ 99 ของความจุ ส่งผลให้เขื่อนเจ้าพระยาต้องปรับอัตราการระบายน้ำสูงถึง 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเกินกว่าขีดความสามารถในการรับน้ำของพื้นที่ลุ่มต่ำตอนกลาง และทำให้จ.พระนครศรีอยุธยาต้องเผชิญกับน้ำท่วมสูงกว่า 59,000 ครัวเรือน ใน 11 อำเภอ

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ อำเภอบางบาลและบางไทร ถูกกำหนดให้เป็น “ทุ่งรับน้ำ” ตามยุทธศาสตร์การป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจปลายน้ำ อย่างไรก็ตาม แผนงานระยะยาวที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่นี้ คือ โครงการ คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร (เจ้าพระยา 2) ระยะทางประมาณ 22.50 กม.ระยะคลองกว้าง 200 เมตร และ 110 เมตรในเขตชุมชน มีวงเงินก่อสร้างสูงถึง 25,400 ล้านบาท ยังไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 หลังจากก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2560 เนื่องจากที่ผ่านมาติดปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดิน

ผศ.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นในโครงการ เจ้าพระยา 2 ว่า โครงการนี้ช่วยป้องกันน้ำท่วม จ.พระนครศรีอยุธยาได้ระดับหนึ่ง แต่อาจทำให้กรุงเทพฯ อันตรายกว่าเดิม เนื่องจากปริมาณน้ำที่ไหลเข้าแม่น้ำเจ้าพระยามีประมาณ 3,500 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นการเดินทางตรงของน้ำ ขณะที่น้ำปริมาณ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะถูกผันเข้าสู่บางบาล-บางไทร สุดท้ายน้ำ 2 สายจะมาบรรจบกันพอดี โครงการนี้จึงต้องมีข้อควรระวังเรื่องการบริหารจัดการการเดินทางของน้ำ

น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง นับตั้งแต่ปี 2554 เมื่อครั้งเกิดน้ำท่วมใหญ่ กรมชลประทานได้กำหนด 9 แผนงาน ภายใต้โครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เป็นการเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำเหนือออกสู่ทะเล ประกอบด้วย
- ระบบโครงข่ายฝั่งตะวันออกเจ้าพระยา
- คลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก
- ระบบโครงข่ายฝั่งตะวันตกเจ้าพระยา
- เพิ่มประสิทธิภาพแม่น้ำเจ้าพระยา
- บริหารจัดการพื้นที่นอกคันเจ้าพระยา
- เพิ่มประสิทธิภาพแม่น้ำท่าจีน
- พื้นที่รับน้ำนอง 12 ทุ่งเจ้าพระยา
- คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร
- คลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย

ผศ.สิตางศุ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องกลับมา ทบทวน ว่า 9 แผน มีแผนไหนที่ทำไปแล้ว อย่างเช่น “ทุ่งหน่วงน้ำ” มีปัญหาอะไร ก็ต้องทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วมาปรับกันใหม่ หรืออย่างบางโครงการที่จะไม่เกิดแล้วแน่ ๆ ก็ต้องตัดทิ้งไป แล้วก็ต้องมาคิดใหม่ และขณะนี้มีข้อเสนอของ “ดร.เอ้ สุชัชวีร์” เรื่องกำแพงกั้นน้ำเค็ม ควรจำเป็นเพิ่มเข้ามาในแผนหรือไม่ แต่จริง ๆ แล้ว ชัยนาท-ป่าสัก (แผนการสร้างคลองระบายน้ำควบคู่กับคลองส่งน้ำชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งจะสามารถระบายน้ำในช่วงน้ำหลากได้ถึงประมาณ 900 ลบ.ม.ต่อวินาที ใช้งบในการก่อสร้างประมาณ 35,000 ล้านบาท) หรือว่า ทางระบายน้ำของวงแหวนรอบ 3 (แผนการสร้างคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบ 3 ฝั่งตะวันออก คลองสายนี้จะตัดยอดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ประมาณ 500 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะนี้กรมชลประทาน กรมทางหลวง และไจก้ากำลังทำการศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้เบื้องต้น ก่อนจะทำการศึกษา EIA ควบคู่กับการก่อสร้างถนนวงแหวนรอบที่ 3) 2 โครงการใหญ่นี้ถ้าเกิดขึ้นจะช่วยได้มาก
วางมือเรื่องการแก้ปัญหาระยะยาวไปก่อน ซึ่งมีรายละเอียดซับซ้อน ยังไม่รวมเรื่องการจ่ายค่าชดเชยให้กับบ้านเรือนประชาชนที่เป็นพื้นที่หน่วงน้ำได้ไม่คุ้มกับความเสียหาย และปีนี้หน่วงน้ำนานเกินไปมาก บางพื้นที่นานเกือบ 3 เดือน ในสัปดาห์นี้จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร?
ผศ.สิตางศุ์ กล่าวว่า วันนี้ก็ต้องบอกว่าทุกจังหวัดที่น้ำจะผ่านให้จัดเตรียม ทีมเคลื่อนไหวเร็ว เพราะว่า คันกั้นน้ำพร้อมแตกได้เสมอ เนื่องจากแช่น้ำมา 2-3 เดือนแล้ว โดยเฉพาะคันดินเปื่อย พร้อมแตกมาก แม้กระทั่งคันคอนกรีต น้ำก็พร้อมที่จะล้วงลงไปข้างใต้ขึ้นมา ซึ่งบอกไม่ได้ว่าจะแตกตรงไหน จุดเดิมที่แตกปีที่แล้ว ปีนี้อาจจะไม่แตก เพราะซ่อมแล้ว สุดท้ายจะไปแตกจุดใหม่อยู่ดี ทหารในพื้นที่ หรือหน่วยงานช่วยเหลือจังหวัด ต้องมีหน่วยพร้อมวิ่งอย่างเร็ว เมื่อแตกแล้วต้องขยับเลย
ประชาชนที่แช่น้ำอยู่นานแล้วที่ยังอยากจะอยู่ในบ้าน เพราะฉะนั้นความช่วยเหลือเรื่องน้ำ เรื่องอาหาร ต้องส่งถึงบ้าน นอกจากนี้ทางจังหวัดต้องจัดเตรียม จุดอพยพ ไว้ แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่อาจจะอยากอยู่ในพื้นที่มากกว่าก็ตาม เพื่อเตรียมรองรับว่าอยู่ในบ้านไม่ไหวจริง ๆ รวมทั้งจัดเรือเพื่อเดินทางสัญจร นี่คือ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า!!
“ภายใน 2 สัปดาห์นี้ การระบายน้ำน่าจะไม่ได้ลดลงไปจาก 2,900 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเท่าไร เพราะว่าสัปดาห์หน้าน้ำที่มาจากเขื่อนภูมิพล จะมาถึงเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งอาจจะน้อยกว่าช่วงนี้นิดหน่อย ถ้ากรณีฝนไม่ตกตรงกลางพื้นที่ น้ำจะลดลงระดับเล็กน้อย โดยสรุปคือประมาณ 2 สัปดาห์นี้ สถานการณ์น้ำจะทรงตัวจะไม่แย่ไปกว่านี้“
สำหรับคนกรุงเทพฯ ไม่ต้องกลัวน้ำท่วม คนที่อยู่แนวริมเจ้าพระยาก็เหมือนเคย ช่วงนี้ไม่มีอะไรเพราะเป็นจังหวะน้ำทะเลลด แต่น้ำอาจจะกลับกระฉอกล้นคันของกรุงเทพฯ-นนทบุรีมาได้อีกครั้งหนึ่ง ช่วงประมาณหลังวันที่ 20-24 พ.ย. 68
ผศ.สิตางศุ์ กล่าวว่า สัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ย. ยังไม่มีสถานการณ์ดีพอที่ประชาชนที่อยู่ริมน้ำจ.พระนครศรีอยุธยา จะกลับเข้าไปอยู่ในบ้านได้แบบปกติ ซึ่งกว่าที่จะการระบายจะลดไปประมาณ 2,200 ลบ.ม.ต่อวินาที อาจจะต้องล่วงเข้าไปที่ ต้นเดือนธันวาคม ส่วนพื้นที่เกษตร ที่เป็นทุ่งรับน้ำตอนนี้กว่าที่จะเข้าพื้นที่ไปเพาะปลูกได้จริง น่าจะเป็นประมาณ ปลายธันวาคม ต่อเนื่องไปถึงมกราคม
อย่างไรเมื่อถอดบทเรียนน้ำท่วมนานในบางพื้นที่ ผศ.สิตางศุ์ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องมี ข้อมูลฝน ที่จะต้องแม่นยำกว่านี้ หมายถึงระดับที่ไปบริหารจัดการ สามารถคาดการณ์ “ร่องพายุ” ต่าง ๆ บอกล่วงหน้าได้ ละเอียดบอกถึงระดับฤดูได้ และต้องบอกล่วงหน้าได้อย่างน้อย 2 อาทิตย์ พื้นที่รับน้ำจะทำได้ดีขึ้น ทำให้ไม่ต้องระบายน้ำทีละมากๆ อย่างน้อยช่วยดึงน้ำออกจากเขื่อนได้ทัน จะได้ไม่ต้องเร่งระบายแบบลุ้น 99% 98% เหมือนอย่างทุกปี ซึ่งการประเมินน้ำที่จะได้จากพายุแต่ละลูกต้องแม่น 100%
“การพยากรณ์ของกรมอุตุฯ ไม่แม่นจนแบบกลายเป็นเรื่องขำ เพราะทุกวันนี้ภัยพิบัติมันรุนแรง พายุแต่ละลูกเข้ามานำฝนที่ให้น้ำเยอะต้องไปปฏิรูป ระบบการคาดการณ์อากาศของอุตุฯ ทำยังไงให้มันแม่น“
ผศ.สิตางศุ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถทำได้มี เอไอ เข้ามาช่วย แต่เราขาดนักอุตุนิยมวิทยาที่เก่ง คนเก่งบางคนเมื่อถึงเวลาก็เกษียณ เพราะหัวใจสำคัญคือ การตีความ ต้องใช้คนมีประสบการณ์ ไม่ได้อาศัยแบบจำลองเพียงอย่างเดียว ที่ผ่านมามีการโยกคนภาคกลางไปอยู่ภาคใต้ในช่วงที่ฝนกำลังมา นอกจากนี้โครงสร้างการบริหารจัดการน้ำ อยู่ในภาคการเมืองซึ่งมีความวุ่นวายมาก ทำให้ขาด ความเป็นเอกภาพ ทั้งที่เรามี พ.ร.บ.การจัดการน้ำอยู่ ที่ผ่านมาเคยทำงานบริหารจัดการน้ำในช่วงก่อนที่จะมีรัฐบาลของนายกฯประยุทธ์ จันทรโอชา เป็นห้วงเวลาหนึ่งที่ดี ตอนนั้นการเมืองนิ่ง ช่วงนั้นมีพายุที่ภาคใต้พอดี จริงๆแล้วเมื่อมีภาวะวิกฤติ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ( สทนช.) ต้องนำเสนอนายกรัฐมนตรีจัดตั้ง “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” ขณะนี้ยังไม่มีเลขาฯสทนช. กำลังรอโปรดเกล้าฯ
“ทุกวันนี้ก็ต่างคนต่างหน่วยงานทำงานตามพันธกิจตัวเอง ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Single Command ตามฟังก์ชันน้ำที่ควรจะเป็น สภาพภูมิอากาศปรวนแปร ปลายปีได้เข้าสู่ ลานินญ่า อีกปีนี้มีฝนยาวนาน เมื่อลองย้อนกลับไปดูน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำแน่นมาตลอดตั้งแต่พฤษภาคม ไม่มีช่วงที่แผ่วเลย จริงๆแล้วคาดว่าน่าจะพ้นวิกฤตด้วยซ้ำตั้งแต่ปลายตุลาคม ที่ไหนได้พายุ “คัลแมกี” เข้ามา อันนี้เป็นเรื่องที่เหนือการคาดการณ์ ประจวบเหมาะกับช่วงเปลี่ยนผ่านทั้งรัฐบาล ทั้งผู้นำองค์กรที่ขาดประสบการณ์ ทุกอย่างประดังกันหมดเลย” ผศ.สิตางศุ์ พิลัยหล้า สรุปปมปัญหาสำคัญน้ำท่วมซ้ำซากเฉพาะพื้นที่ในปลายปี 2568



