ที่โรงเรียนจอมพระประชาสรรค์ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ น.ส.ผกามาศ เจริญพันธ์ สมาชิกผู้แทนราษฎรเขต 3 จ.สุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมติวเข้มเตรียมความพร้อมเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ที่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของ สส.ผกามาศ ที่ได้หารือกับผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการการศึกษา ที่อยากให้ศักยภาพของน้องๆนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 จากโรงเรียนในพื้นที่ อ.ท่าตูม, อ.สนม และ อ.จอมพระ ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ได้เสริมโอกาสที่เข้าไปแข่งขันในสนามสอบจนกระทั่งศึกษาในระดับอุดมศึกษาต่อไป จึงออกทุนส่วนตัวเพื่อสนับสนุนและเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในพื้นที่ได้เข้าทำกิจกรรมกับติวเตอร์ระดับแนวหน้า สร้างแรงบันดารใจในการต่อยอดที่จะสร้างศักยภาพการเรียนรู้ของตนต่อไป
กิจกรรมนี้มีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาต่อและเสริมสร้างศักยภาพนักเรียนในด้านวิชาการ เพื่อให้สามารถเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่ต้องการได้ โดยมีการแนะแนวการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งการติวเข้มในวิชาที่สำคัญต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งจะช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน

โดยกิจกรรมในวันแรกประกอบด้วยการแนะแนวสร้างแรงบันดาลใจ การเตรียมความพร้อมจากติวเตอร์ชั้นนำระดับประเทศ สำหรับกิจกรรมการติวเข้มจะมีการจัดขึ้น 3 วันเต็ม โดยมุ่งเน้นการติวในวิชาที่สำคัญในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างวิชาภาษาอังกฤษ วิชาวิทยาศาสตร์
น.ส.ผกามาศ กล่าวว่า “กิจกรรมดังกล่าวเกิดจากที่ตนได้ไปเห็นการศึกษาจากหลายๆที่ในหลายจังหวัดว่ายังมีความไม่เท่าเทียมกันในด้านทรัพยากร บุคลากรทางการศึกษาที่เก่งๆ จะถูกดูดไปอยู่ที่กรุงเทพฯหรือหัวเมืองใหญ่ๆ ถึงจะเป็นโรงเรียน ขนาดใหญ่ประจำอำเภอหรือจังหวัด เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ยังมีความห่างกันพอสมควรในเรื่องวิชาการ ถึงแม้ส่วนตัวตนจะไม่ได้สนับสนุนการสอบเกินความจำเป็น แต่เมื่อเราอยู่ในจุดที่จำเป็นจะต้องแข่งขัน อย่างน้อยกิจกรรมนี้จะทำให้น้องๆ นักเรียนได้ทบทวนความรู้ก่อนที่จะเข้าสู่สนามสอบจริง
น.ส.ผกามาศฯ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ในมุมมองของการศึกษาตนคิดว่าขอแค่อ่านออกเขียนได้เป็นพื้นฐาน แต่ขอให้สนับสนุนต่อยอดสิ่งที่ตัวเองสนใจเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยึดติดกับเกียรติบัตรมากไป ทำให้ปริมาณกับคุณภาพไม่สอดคล้องกัน อยากจะให้ปรับการสอบลดลง แต่ให้คุณภาพแน่นขึ้น จริงแล้วตนอยากให้มีการสอบแค่ครั้งเดียวเท่านั้น คล้ายกับที่ครั้งตนศึกษาอยู่ที่อังกฤษ ซึ่งระบบเป็นแบบผ่านข้อสอบกลาง สอบสัมภาษณ์ ยื่นความประสงค์จะเรียนที่นั่น ซึ่งมหาวิทยาลัยจะคัดเลือกเราเองจากการสอบแค่ 2 ครั้งที่บอกขั้นต้น ซึ่งต่างจากระบบการเข้าศึกษาต่อของไทย ที่จะต้องเริ่มติวตั้งแต่เด็กตัวเล็กๆ เพื่อเข้าโรงเรียนดังๆให้ได้ ซึ่งตนคิดว่ามันหนักเกินสำหรับเด็ก ที่ควรจะมีความรู้ด้วยและมีความสุขกับการเติบโตด้วย ไม่ใช่ถูกทับจนเกินไปแล้วก็ครูผู้สอนหนักจนเกินไป เหมือนถูกตรวจสอบตลอดเวลา ซึ่งในอนาคตตนอยากจะเห็นวงการการศึกษาไทยมีทิศทางไปในทางที่กล่าวไว้นั้นจนทำให้คนมีคุณภาพ ยกตัวอย่าง ประเทศสิงคโปร์ ที่เล็กกว่าจังหวัดภูเก็ตแต่ทำไมมีเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าประเทศไทยด้วยซ้ำ ซึ่งมันเริ่มมาจากที่เขามีการพัฒนาคนเป็นอันดับแรกนั่นเอง



