เมื่อวันที่ 12 พ.ย. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เปิดปฏิบัติการจับกุมนักต้มตุ๋นรายสำคัญชาวจีน หลังได้รับข้อมูลจากประชาชนว่า มีชายชาวต่างชาติต้องสงสัยมีพฤติกรรมผิดปกติ อาศัยอยู่ในบ้านหรูราคากว่าแปดหลักในกรุงเทพฯ โดยเก็บตัวไม่ออกจากบ้านนานนับเดือน แต่มีบุคคลสัญชาติจีนอื่น ๆ แวะเวียนพบเป็นระยะ

ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. มอบหมายให้ พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ระดมกำลังสืบสวน โดยพื้นที่เหตุอยู่ในความรับผิดชอบของ บก.ตม.1 นำโดย พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1 ร่วมกับชุดสืบสวนของ พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ, พ.ต.ท.สุริยะ พ่วงสมบัติ และ พ.ต.ท.ธงไทย ไพเราะ

เจ้าหน้าที่ได้วางแผนปลอมตัวเป็น รปภ. แฝงตัวเฝ้าพฤติกรรมบริเวณหน้าหมู่บ้านนานร่วมสัปดาห์ จนกระทั่งพบรถยนต์วอลโว่สีขาวขับเข้ามารับชายต้องสงสัยออกจากบ้านเป็นครั้งแรก จึงรายงานผู้บังคับบัญชาและจัดกำลังดักสกัดตามเส้นทางคาดหมาย

หลังเฝ้าติดตามกว่า 4 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบพบรถต้องสงสัยกำลังเลี้ยวกลับเข้าหมู่บ้าน จึงเข้าปิดท้ายและแสดงตัวตรวจค้น ภายในรถพบชายชาวต่างชาติ ทราบชื่อจากหนังสือเดินทางว่า นายอู๋ อายุ 40 ปี สัญชาติวานูอาตู โดยพบว่าการอนุญาตพำนักในไทยสิ้นสุดลงแล้ว เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “เป็นคนต่างด้าวอยู่เกินกำหนดอนุญาต”

อย่างไรก็ตาม ระหว่างควบคุมตัว นายอู๋มีท่าทีวิตกกังวลและยืนยันซ้ำว่าเป็นพลเมืองวานูอาตู เจ้าหน้าที่จึงเร่งตรวจสอบสถานะกับหน่วยงานต่างประเทศ กระทั่งพบว่าเขาคือผู้ต้องหาตาม หมายจับจากอัยการเมืองเฉาโจว ประเทศจีน ในข้อหายักยอกเงินกว่า 50 ล้านหยวน (ราว 250 ล้านบาท)

สืบสวนพบว่าในปี 2561 นายอู๋เคยเป็นหัวหน้าฝ่ายขายโครงการอสังหาริมทรัพย์หรูในจีน ใช้ตำแหน่งล่อลวงลูกค้าถึง 48 ราย ให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวอ้างเป็น “ราคาพิเศษ” ก่อนเชิดเงินหลบหนีออกนอกประเทศ และเดินทางไปเปลี่ยนสัญชาติเป็นวานูอาตูเพื่อหลบการติดตามนานกว่า 7 ปี

กระทั่งปี 2568 ตำรวจสากลออกหมายจับระดับ Red Notice เพื่อติดตามตัวตามข้อหาอาชญากรรมข้ามชาติ ก่อนที่ สตม.ไทยจะติดตามจนสามารถจับกุมได้ในที่สุด

หลังการจับกุม สตม.เตรียมสืบสวนขยายผล ตรวจสอบทรัพย์สิน เช่น บ้าน รถหรู รวมทั้งบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือหลบหนี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป