ในแง่เสถียรภาพรัฐบาลเฉพาะกิจที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี อาจไม่ต้องกังวล เนื่องจากมี “พรรคส้ม” คอยหนุนหลัง เนื่องจากต้องการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับสัญญาณทางการเมือง และลมใต้ปีกที่ช่วยพยุงให้อยู่รอด

แต่สิ่งที่จะทำให้ “รัฐบาล” นำโดย “พรรคสีน้ำเงิน” ไม่สามารถอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง 4 เดือน ตามวาระในวันที่ 31 ม.ค.นี้ และหมดโอกาสที่จะต่อวีซ่าเป็นรัฐบาลยาวไปอีก 4 ปี คือ “ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา” ซึ่งล่าสุด “อนุทิน” ได้ขึ้นไปเยี่ยมฐานปฏิบัติการภูมะเขือ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีษะเกศ พร้อมประกาศกร้าว “ปฏิญญาเดินหน้าสู่สันติภาพจบลงแล้ว” หลังกัมพูชาละเมิดลอบวางระเบิดทำทหารไทยขาขาดเพิ่มเป็นรายที่ 7

โดย “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ไฟเขียวทหารให้ “ผบ.ทบ.” ขอให้ยึดกฎใช้กำลัง และตัดสินใจตอบโต้ได้ทันทีตามสถานการณ์ ซึ่งต้องดูว่าจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างเด็ดขาดหรือไม่

ขณะที่อีกปัญหาสำคัญของรัฐบาลที่ไม่แพ้กัน คือ “ปัญหาสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และพนันออนไลน์” กับยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนเท่าที่ควร แม้ที่ผ่านมาจะจับมือ 15 หน่วยงานรัฐเพื่อประกาศสงครามกับสแกมเมอร์ แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ และยึดทรัพย์มาได้ 3.5 หมื่นล้าน ภายในระยะเวลาเพียง 38 วัน หากเทียบกับรัฐบาลที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปีถึงกลางเดือนกรกฎาคม ที่มีสถิติปราบสแกมเมอร์ได้เพียง 1 พันล้าน

รวมถึงก่อนหน้านี้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองเพิกถอนสัญชาติ “ลี ยงพัด” สว.กัมพูชาที่มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ และหลอกลวงทางไซเบอร์  รวมถึงล่าสุดได้เพิกถอนสัญชาติลูก 3 คนของ “ก๊ก อาน” สว.กัมพูชา ซึ่งเป็นคนสนิทของ “ฮุน เซน”

สะท้อนผ่าน “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รวมถึงภาคประชาชนภายนอก พุ่งเป้าไปที่ “รัฐบาล” เนื่องจากมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา โดยมีการเรียกร้องให้ “นายกฯ” ให้ปลด “ร.อ.ธรรมนัส” พรหมเผ่า รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ หลังมีความสัมพันธ์รู้จักกับ “เบน สมิท” ที่อาจเป็นหัวขบวนแก๊งค์สแกมเมอร์ รวมถึงเรียกร้องให้จัดการกับ “ชนนพัฒฐ์” นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม หลัง ปปง. ยึดอายัดทรัพย์สินกว่า 159 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการปูดนักการเมือง “ส.” ในฝั่งรัฐบาลที่เชื่อมโยงธุรกิจสีเทาด้วย

 แต่ “นายกฯ” ก็ยังไม่ได้กดดันให้ทั้งคู่แสดงความรับผิดชอบ เช่นมาตรฐานเดียวกับ “วรภัค” ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง ที่ “นายกฯ” ได้ให้ลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกโยงเกี่ยวข้องกับ “เบน สมิธ”   

“ไม่เรียกร้องอะไรทั้งสิ้น ผมเคยบอกแล้ว ทั้ง ผบ.ตร. เลขา ปปง อธิบดีดีเอสไอ พี่ๆทั้งหลายทำเต็มที่ ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้แซ่ คนไหนก็คนนั้น หากโดนตน ก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย” อนุทิน กล่าว

เช่นเดียวกับ “ร.อ.ธรรมนัส” ที่ยืนยันว่า ไม่ลาออกเพราะตนเองเป็นนักรบ ถ้าจะตายต้องตายในสนามรบ“ผมเป็นนักการเมือง ถ้าจะตายต้องตายในสนามการเมือง ใครมันจะไปลาออก ไม่มีเหตุผล ไม่ใช่ธรรมนัส ผมไม่หนีปัญหาแน่นอน”

สอดรับกับ “ชนนพัฒฐ์” ที่ยืนยันว่า ยังไม่ลาออกจาก สส. และสามารถชี้แจงเรื่องทรัพย์สินได้แน่นอน แต่ล่าสุด “ชนนพัฒฐ์” ไม่มาชี้แจงกับกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ หลังรับปากว่าจะมา ทำให้สังคมเกิดความกังขามากขึ้น เพราะจะหนีการตรวจสอบใช่หรือไม่

ขณะที่ “รังสิมันต์ โรม” ออกมาเรียกร้องไปที่ “นายกฯ” ให้ปลด “ร.อ.ธรรมนัส” พร้อมขยายผลเครือข่ายนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา ให้ขยายผลถึงต้นตอมากกว่านี้ “ผมไม่เรียกร้องให้คุณธรรมนัสแสดงสปิริตอะไร ไม่ได้สนใจว่าคุณธรรมนัสจะมีหรือไม่มี แต่ตั้งคำถามกลับไปที่นายกฯ ว่าท่านจะเอาแบบนี้ใช่มั้ย จะปล่อยจอยกับเรื่องนี้ใช่หรือไม่ ผมคิดว่าการตัดสินใจแบบนั้นเป็นการตัดสินใจที่ทำร้ายประเทศไทย ปล่อยให้ทุนจีนสีเทายึดประเทศโดยง่าย” รังสิมันต์ โรม กล่าว

ด้วยท่าทีของรัฐบาลเช่นนี้ที่เหมือนยังช่วยอุ้มคนที่สังคมกังขา และ “นายกฯ” เล่นบทเกียร์ว่าง เพราะห่วงเสถียรภาพรัฐบาล ยังไม่กล้าใช้ความเด็ดขาดตัดเนื้อร้ายเพื่อรักษาชีวิตของรัฐบาลไว้ เบื้องต้นอาจเป็นประเด็นฉาวให้ถูกยื่นซักฟอก และเอาตัวไม่รอดหลัง “พรรคเพื่อไทย” เตรียมขู่ยื่นหลังวันที่ 12 ธ.ค.นี้ แต่หากรอดไปได้ก็ยากที่ประชาชนจะเชื่อมั่นให้ทำงานต่อหลังการเลือกตั้ง.