ถือเป็นความเป็นความตายของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อยู่ภายใต้ Joint Declaration (ปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา) ที่มี “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ และ “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน เพราะหลังรัฐบาลไทยจะฉีกข้อตกลงดังกล่าว ผู้แทนการค้าสหรัฐขอระงับเจรจาเรื่องภาษีการค้ากับทางการไทย ซึ่งเดิมกำหนดอยู่ในระดับ 19% ซึ่งถ้าเป็นไปตามนั้น ผลกระทบทางการเมืองจะถาโถมเข้าใส่รัฐบาลแบบหนักหน่วงแน่ๆ เพราะที่ผ่านมาไทยส่งสินค้าไปขายยังมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกหลายแสนล้านบาท จนทำให้รัฐบาลต้องออกมาเรียกร้องประเด็นด้านความมั่นคงกับกัมพูชาเป็นเรื่องทวิภาคีที่ต้องพิจารณาแยกจากเรื่องการค้า และเชื่อว่าถ้าเกิดปรากฏการณ์เช่นนั้นจริง ฝ่ายค้านต้องนำประเด็นเรื่องนี้ ไปยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแน่ โดยให้เหตุผลว่า ผลพวงการบริหารงาน ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศ

แต่ล่าสุด “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และรมว.มหาดไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก หลังจาก นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย โทรศัพท์มาหารืออีกครั้ง หลังจากเพิ่งหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และนายอันวาร์ อิบราฮิม ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ไปแล้วครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ โดย นายอนุทิน ระบุว่า นายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซียซึ่งเป็นประธานของอาเซียนด้วย ได้โทรศัพท์มาหาผมอีกครั้งเมื่อช่วงค่ำวานนี้ ท่านได้แจ้งยืนยันกับผมว่า ท่านได้หารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้พูดคุยกับผมแล้วก่อนหน้านี้ ท่านประธานาธิบดีทรัมป์มีความเห็นตรงกันกับจุดยืนของผมว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม หรือ Humanitarian demining เป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งในปฏิญญาที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกัน ท่านจึงได้ขอให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้เร็วที่สุด เพราะมีความเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตคนของทั้งสองประเทศ

และประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยืนยันฝากนายกฯ อันวาร์ให้มาแจ้งผมอีกครั้งว่า “สหรัฐจะไม่นำประเด็นการระงับปฏิญญาของไทย มาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยและสหรัฐ ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้” อนึ่งจดหมายจากผู้แทนการค้าสหรัฐที่ระบุเรื่องการหยุดเจรจากับไทยได้ถูกพิมพ์ขึ้นก่อนที่ผมจะได้คุยโทรศัพท์กับท่านประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายนครับ ดังนั้นข้อมูลของผม จึงมีความเป็นปัจจุบันมากกว่าครับ

คงต้องรอดูในที่สุดบทสรุปเกี่ยวกับเรื่องภาษีนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่ต้องถือเป็นบทเรียนของนายอนุทิน เพราะการสื่อสารถือเป็นเรื่องสำคัญ แม้ต้องการให้เกิดความพอใจกับคนที่หวงแหนอธิปไตยของชาติ แต่หากมีประเด็นที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศ ต้องมีความระมัดระวังและรอบคอบ

ก่อนหน้านั้น ระหว่างนายอนุทินเป็นประธานเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68​ ได้กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการเปิดประชุมว่า “วันนี้ประเทศไทยต้องยึดผลประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนคนไทยเท่านั้น ตรงนี้มีความชัดเจนแล้ว ตนจึงบอกว่า เดี๋ยวเจรจาการค้าภาษีเป็นอย่างไรไม่สนแล้ว หากขายประเทศนี้ไม่ได้ก็ไปหาประเทศอื่น​ ภาคเอกชนต้องช่วยกัน เราจะเอาชีวิตไปฝากไว้กับประเทศเพียงประเทศเดียวได้อย่างไร ภาคเอกชนเข้าใจเรื่องนี้ดี​ ส่วนนี้ปิด​ไปไม่เป็นไร​ ไปหาที่อื่นได้ ใช้ภาษีมากกดดันเราก็ไม่เป็นไร เพราะประเทศอื่นก็โดนผลกระทบเรื่องภาษีเหมือนกัน”

ส่วนการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ท่าทีพรรคเพื่อไทย (พท.) มีความชัดเจนแล้ว โดย “นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ” โฆษกพรรค พท. กล่าวถึงความพร้อมยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า มีการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ รอเปิดสมัยประชุมสภา เรามีความพร้อมแน่นอน ซึ่งขณะนี้มีการรวบรวมรายชื่อภายในพรรค ไม่น่ามีปัญหาอะไร และจะมีการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น ๆ ส่วนจะยื่นใครบ้างนั้นอย่างน้อย ๆ นายกฯ ในฐานะผู้นำสูงสุดต้องมีความรับผิดชอบสูงสุดอยู่แล้ว ส่วนรัฐมนตรีคนอื่น รอดูตามความเหมาะสม สิ่งที่พรรคพท. และสิ่งที่พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นได้สื่อสาร เห็นได้ว่ารัฐบาลนี้มีการบริหารที่ผิดพลาดจริง ๆ รอดูความชัดเจนและความจริงใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า จะร่วมมือกันหรือไม่ ทั้งเรื่องคอลเซ็นเตอร์ เรื่องเงินสีเทา เพราะฉะนั้นเมื่อถึงเวลาจะโหวต เราก็รอดูว่า พรรคนั้นเวลาพูดอย่างหนึ่ง เวลากระทำในสภาจะเป็นอย่างไร

เมื่อถามย้ำว่า มีการพูดคุยกับพรรคประชาชน (ปชน.) ในเรื่องการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วหรือยัง นายศึกษิษฏ์ กล่าวว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 14 พ.ย. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. ได้คุยนอกรอบไปแล้ว แนวทางน่าจะเห็นตรงกันอย่างที่บอกว่า ทุกพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีการสื่อสารออกมาตรงกันหมด ว่ารัฐบาลนี้บริหารจัดการผิดพลาดอย่างไร เชื่อว่า ทุกพรรคมีข้อมูลแน่นอยู่แล้ว เมื่อถามว่า พรรคปชน. มีการแบ่งรับแบ่งสู้โดยเฉพาะกับพรรค ภท. นายศึกษิษฏ์ กล่าวว่า เป็นการแสดงความจริงใจของพรรค ปชน. ก็ต้องรอดูว่าเขาจริงใจต่อการสื่อสารหรือเปล่า สส.และบุคลากรหลายคนของพรรค ปชน. ก็ออกมาสื่อสารชัดเจน ว่ารัฐบาลนี้ทำงานผิดพลาดอย่างไร บุคลากรและรัฐมนตรีหลายท่าน มีความเกี่ยวโยงกับทุนสีเทาอย่างไร ต้องรอดูว่าเมื่อท่านพูดออกมาแล้ว การกระทำจะทำตามสิ่งที่พูดออกมาหรือไม่ ที่สำคัญตัวนโยบาย และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค หากมีการเปิดตัวทั้งสองเรื่องดังกล่าวนี้ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรค พท.กลับขึ้นมาอีกครั้งแน่นอน

ด้าน “น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย” สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรค ภท. กล่าวถึงกรณีพรรค พท.จะเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรค ภท.ก็มีความพร้อม รวมถึงตัว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทยด้วย ซึ่งจากการพูดคุยกับนายกฯ ไม่ได้มีข้อกังวลใด และมองว่าเป็นสิทธิของพรรค พท. ในมุมของนายกฯ มองว่าเพิ่งเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินได้เพียงหนึ่งเดือนครึ่ง ซึ่งในการบริหารงานที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างความเสียหาย กลับกันกลับมีทิศทางดี โดยเฉพาะในมุมเศรษฐกิจ กลุ่มที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส และสิ่งที่นายกฯ รับปากไว้ ก็ยังทำได้อย่างเต็มที่ จึงมองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเราก็เตรียมความพร้อมในเรื่องข้อมูล รวมถึงตัวรัฐมนตรีที่จะตอบคำถามและชี้แจง

เมื่อถามถึง เรื่องภาษีสหรัฐที่น่าจะถูกหยิบยกมาโจมตีในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น น.ส.แนน กล่าวว่า เรื่องนี้ได้มีการส่งข้อมูลอัปเดตสถานการณ์แทบจะรายชั่วโมง ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร ซึ่งในบางครั้ง มีเรื่องของเอกสารออกมาก่อนที่จะมีการเจรจากัน ระหว่างผู้นำของ 2 ประเทศ คือนายอนุทิน และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐ จึงอยากฝากถึงพรรค พท. ที่จะเห็นข่าวออกมาหนึ่งข่าว และออกมาโจมตีเลย อยากให้รอดูระยะเวลาด้วย ต้องยอมรับว่าไทยกับสหรัฐอยู่คนละไทม์โซน การสื่อสารพูดคุย การส่งเอกสาร และการให้ข้อมูลอาจต้องรอเวลา แต่อย่างไรก็ตาม นายกฯ ยังมั่นใจในการทำงาน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องอธิปไตย

ก่อนหน้านั้น “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ก็เป็นสิทธิของแต่ละพรรค เพราะพรรค พท.เองก็มีจำนวน สส. เพียงพอ ไม่มีเหตุใดที่จะต้องมาขออนุญาตจากพรรค ปชน.ก่อน เพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแต่อย่างใด แต่หากดูตามกรอบเวลาที่เป็นจริง หากไม่มีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ก่อนการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญในวันที่ 12 ธ.ค. นี้ หรือถ้ารัฐบาลล้มกระบวนการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการทำผิดเอ็มโอเอ เราก็จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่แล้ว

“นับเวลาที่เหลือจากวันนี้จนถึงการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ ก็เหลือเวลาอีกไม่นาน ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เราต้องรีบเร่ง ยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 เว้นแต่เป็นเหตุผลทางการเมืองที่จะยื่นอภิปรายเพื่อหวังผลอะไรหรือไม่ เช่น หวังการเปลี่ยนตัวนายกฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมจะไปตอบแทนพรรคอื่นๆ ไม่ได้” นายณัฐพงษ์ กล่าว

จับท่าทีหัวหน้าพรรค ปชน. ดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยกับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ เพราะมองว่าเป็นเกมการเมือง อีกทั้งคงไม่อยากให้เกมไปถึงขั้นต้องเปลี่ยนนายกฯ หากเสียงไม่ไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่ง แม้พรรค พท.จะเหลือแคนดิเดตนายกฯ อีก 1 คนคือ “ชัยเกษม นิติสิริ”

ทีมข่าวการเมือง