ถ้าหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้แก้ วิกฤติ 3 น้ำ คนกรุงคงต้องบวงสรวงกันทุกปี

ผู้คนที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองเจอปัญหาเรื่องน้ำซ้ำซากมาตั้งแต่ต้นฝน ปีนี้มาหลายรอบ ชุมชนเดิม ๆ ตามที่ราบสูงเจอน้ำป่าไหลหลาก โคลนถล่ม ทำลายบ้านเรือน ในที่ราบเมืองใหญ่ๆ เห็นภาพน้ำทะลักเข้าเมืองชั่วข้ามคืน โรงเรียนต้องปิดการเรียน โรงพยาบาลต้องย้ายเตียงผู้ป่วยฉุกเฉิน และพอมาถึงกลางฤดูฝน น้ำไหลมากลางทาง ก็กังวลเรื่องเขื่อน ฝายรับน้ำจะแตก กำแพงกันน้ำริมแม่น้ำจะเอาไม่อยู่ น้ำก็เริ่มท่วมทุ่ง ที่ราบลุ่มใหญ่ภาคกลางหลายจังหวัด แช่น้ำกันอยู่หลายเดือน และถ้าเอาไม่อยู่สุดท้ายก็มาสู่กรุงเทพ ต้องลุ้นกันทุกปี

ถ้ารู้ว่าเรื่องน้ำท่วมซ้ำซากนี้จะมาทุกปี และหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทำไมเราไม่วางแผนแก้ไขให้เป็นระบบด้วยนวัตกรรม

หรือเราจะทนไป อีกไม่นานเรื่องน้ำก็จะเงียบหาย เพราะมีเรื่องมลพิษทางอากาศ ฝุ่นควันต่อคิวตามมา

ถ้าเราตั้งใจทำจริงจัง จะมีวืธีจัดการ 3 น้ำนี้อย่างไร

เรื่องแรก น้ำทะเลหนุนสูง ปัญหานี้จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะภาวะโลกเดือด น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำในทะเล และมหาสมุทรจะมีระดับเพิ่มสูงขึ้นทุกปี น้ำทะเลหนุนสูงนี้ยังดันน้ำไปไกลกว่าสิงห์บุรี อุทัยธานี บางปีเราจะสังเกตว่าน้ำประปาเค็มอยู่หลายอาทิตย์ ที่สิงคโปร์แก้ปัญหานี้ด้วย เขื่อนกั้นน้ำทะเล The Marina Barrage ที่ใช้นวัตกรรมทางวิศวกรรมช่วยแก้ปัญหาน้ำทะเลหนุนสูง กันน้ำท่วมเมืองได้ ที่เกาหลีก็ทำโครงการเขื่อนกันน้ำทะเลที่ยาวที่สุดในโลก Saemangeum Seawall ยาวถึง 33 กิโลเมตร ที่ฮอลแลนด์ก็สร้าง The Afsluitdijk เป็นเขื่อนกันน้ำยาว 33 กิโลเมตรเช่นกัน เขาสร้างมากว่า 50 ปีแล้ว เพราะรู้ว่าน้ำทะเลจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต้องกั้นไว้ และหาทางระบายน้ำออกทะเลด้วยระบบวิศวกรรม

เรื่องที่สอง พื้นที่ชะลอน้ำ และกักเก็บน้ำ เมื่อเรารู้ว่าเรามีปัญหาเรื่องน้ำว่าช่วงฤดูฝน น้ำมากเกินไปน้ำท่วมเดือดร้อนกันถ้วนหน้า พอถึงฤดูแล้งน้ำก็จะน้อยเกินไปทำการเกษตรไม่ได้ ทำให้ประเทศจีนพัฒนานวัตกรรมผังเมืองใหม่ที่เราเรียกว่า “เมืองฟองน้ำ Sponge City ที่ออกแบบระบบน้ำของเมือง และพื้นที่รอบ ๆ ให้กักเก็บน้ำให้ได้เพียงพอ พัฒนาพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ บ่อ บึง Wetland ทำให้เป็นสวนสาธารณะใช้สำหรับพักผ่อน สันทนาการ และช่วยดูดซับคาร์บอนของเมือง แก้ปัญหาทั้งน้ำล้น และน้ำแล้ง นอกจากจีนแล้วเมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกา เยอรมัน อังกฤษ เดนมาร์ค ออสเตรเลีย ก็เร่งแก้ผังเมืองใหม่ เพิ่มพื้นที่สีเขียว พื้นที่ชะลอน้ำ ระบบระบายน้ำธรรมชาติ Nature Base Solution เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เรื่องที่สาม ฝนตกหนักต่อเนื่อง เพิ่มมวลน้ำอย่างรวดเร็ว ช่วงหลังเราดูพยากรณ์อากาศภาพรวมไม่ได้ เพราะฝนตกกระจุก ไม่กระจาย แถมตกหนักมากที่เราเรียกว่า Rain Bomb โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีการเก็บความร้อนมาก มีโอกาสดึงดูดมวลฝนให้ตกมากขึ้น แล้วไม่รู้จะระบายไปไหน การแก้ปัญหาน้ำท่วมฉับพลันจากฝนตกในเมืองใหญ่ก็มีนวัตกรรมหลายแบบเช่น ที่ไต้หวัน ได้มีการสร้างกำแพงกันน้ำเข้าเมือง สูงกว่า 5 เมตร เพราะคาดว่าฤดูน้ำหลาก มวลน้ำจะยกสูงจากน้ำที่มาจากภูเขาและน้ำทะเล ต้องป้องกันเมืองให้ได้ ที่โตเกียว ทำอุโมงค์เก็บน้ำฝนใต้ดินอยู่กลางเมือง เพราะเขาเจอฝนตกหนักจากใต้ฝุ่นบ่อย ๆ แม่น้ำเอาไม่อยู่ต้องหาพื้นที่ขนาดใหญ่กักเก็บน้ำไว้ก่อน ก็คงเหลือที่เดียวคือ ใต้ดิน ซึ่งระบบกักเก็บและระบายน้ำด้วยวิศวกรรมสมัยใหม่นับเป็นนวัตกรรมที่ล้ำหน้า ไม่เพียงโตเกียว ยังมีอุโมงค์กันน้ำท่วมที่ กัวลาลัมเปอร์ ออกแบบอุโมงค์จราจรให้ปรับเป็นอุโมงค์รับน้ำท่วมได้ นอกจากนี้เมือง ชิคาโก นิวยอร์ค ปารีส โซล โคเปนเฮเกน ก็มีที่เก็บน้ำใต้ดินที่ถูกออกแบบให้ช่วยแก้ไขปัญหาในยามน้ำท่วมได้

ใน “วิกฤติ 3 น้ำ” ก็มีตัวอย่างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เพื่อน ๆ ทั่วโลก ทั้งในเมืองใหญ่ และในชนบท ได้ลงมือทำไปแล้ว รัฐบาลของเขาให้ความสำคัญเร่งด่วน จัดสรรงบประมาณมาลงทุน โดยไม่ต้องขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ

ถึงเวลาเอาจริงเอาจังเรื่อง “ผังเมืองใหม่ เมืองสะเทิ้นน้ำสิ้นบก” ในยุคโลกเดือดหรือยัง หรือจะรอปีหน้าค่อยว่ากันใหม่