เมื่อวันที่ 17 พ.ย.68 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พาณิชย์ กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ขยายได้เพียง 1.2% นับว่าต่ำมาก หลังจากเศรษฐกิจครึ่งปีแรกขยายได้ 3% ทั้งนี้น่าจะมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะปัจจัยความเชื่อมั่นทางการเมืองจากความผันผวนทางการเมืองในไตรมาส 3 และแนวโน้มในไตรมาส 4 ดูไม่ดีนัก อย่างไรก็ตามทั้งปี 68 เศรษฐกิจไทยน่าจะยังคงขยายตัวได้เกิน 2 % ตามที่ตนเคยคาดการณ์ไว้
แต่เรื่องที่น่ากังวลและยังมีความสับสน คือ กรณีสหรัฐหยุดการเจรจาเรื่องการค้ากับไทย ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่ามีการหยุดตามที่สำนักงาน USTR แจ้งมาหรือไม่ เพราะในขณะที่ไทยบอกว่าจะแยกเรื่องระหว่างการเจรจาการค้าและปัญหาไทย-กัมพูชา แต่ประธานาธิบดี ทรัมป์ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินล่าสุดว่าใช้มาตรการทาง Tariff แก้ข้อขัดแย้งไทย-กัมพูชา คงต้องให้ USTR ยืนยันกลับมา
หากสหรัฐขึ้นภาษี Tariff กับไทย ไทยจะประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างมาก ซ้ำเติมจากสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อย่างที่เป็นอยู่ ในทางกลับกันถ้านายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี สามารถเจรจาลดภาษี Tariff ของสหรัฐลงมาได้ จะทำให้ไทยได้ประโยชน์อย่างมาก เพราะไทยส่งออกไปสหรัฐถึง 1.92 ล้านล้านบาทในปี 67 คิดเป็น 18% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐมากถึง 1.23 ล้านล้านบาท ในปี 67 ซึ่งเป็นการได้ดุลการค้ามากที่สุดในการค้าขายกับทุกประเทศ และในปี 68 ยอดการส่งออกและการได้ดุลการค้ากับสหรัฐจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น การจะหาตลาดใหม่เพื่อทดแทนตลาดสหรัฐ น่าจะเป็นไปได้ยากมากหรือเป็นไปไม่ได้เลย การเจรจาภาษีกับสหรัฐจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก การที่ตนต้องวิ่งไปพบกับ USTR Jameison Greer ถึง 2 ครั้ง ที่เกาหลีใต้และที่ฝรั่งเศส และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร สามารถเจรจาภาษีทรัมป์ได้ในอัตรา 19% เป็นอัตราที่เท่าๆกับประเทศในภูมิภาค ทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้และการส่งออกของไทยจึงไม่กระทบ โดยเดือนก.ย.68 การส่งออกของไทยยังขยายได้ถึง 19% และต้องถือเป็นผลงานที่เด่นชัด และต้องขอขอบคุณนายกฯ อนุทิน ที่เคยกล่าวชมเชย “2 พิชัย” คือตนและอดีต รมว.คลังที่ทำเรื่องการเจรจาดังกล่าวสำเร็จ ดังนั้นหากไทยโดนขึ้นภาษี Taiff หรือถูกกลับไปเก็บภาษีที่ 36% ตามที่โดนเรียกเก็บแต่แรก จะทำให้ประเทศได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมาก การส่งออก และ การลงทุนจะหดหาย เศรษฐกิจไทยจะยิ่งทรุดหนัก
ด้วยเหตุนี้ ตนจึงเห็นด้วยกับกระทรวงพาณิชย์ที่จะยังคงต้องเจรจากับสหรัฐให้จบโดยเร็วจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบการทำงานของ รมว. พาณิชย์ใน 4 เรื่องสำคัญที่ถือเป็น KPI ของ รมว.พาณิชย์ที่ได้เคยแจ้งล่วงหน้าแล้ว พบว่ายังไม่สามารถดำเนินการตามที่ประชาชนคาดหวังได้แต่อย่างไร โดยเฉพาะในข้อแรก
1.เรื่องดูแลราคาสินค้าเกษตร เพราะราคาข้าวเปลือกนาปีตกต่ำอย่างมากเหลือเพียง กก.ละ 5.40 บาท ต่ำที่สุดในรอบ 18 ปี เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ข้าวเปลือกนาปี อยู่ที่ตันละ 10,000 – 12,000 บาท ข้าวเปลือกนาปรังราคาตกลงมาอยู่ที่ตันละ 8,800-9,000 บาท ขณะนั้นชาวนาก็เดือดร้อนกันมากแล้ว ราคาข้าวเปลือกปัจจุบันต่ำมากจะทำให้ชาวนาดำรงชีพอยู่ไม่ได้ และได้รับความเดือดร้อนกันอย่างมาก อีกทั้ง ราคามะพร้าวเหลือเพียงลูกละ 2 บาท เท่านั้น และมันสำปะหลังและไข่ไก่ก็ยังมีราคาไม่ดีนัก จึงอยากให้ รมว.พาณิชย์ เร่งแก้ไข นอกจากนี้ เกษตรกรจำนวนมากยังประสพความเดือดร้อนจากภาวะน้ำท่วม ที่เกิดจากบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของกระทรวงเกษตรฯ
2.การรักษาระดับการส่งออก โดยการส่งออกในเดือนก.ย.68 ก่อนที่ รมว. พาณิชย์คนใหม่จะเข้าทำงาน และหลังจากที่เจรจาได้อัตราภาษีทรัมป์แล้ว การส่งออกยังขยายได้ถึง 19% ทำให้ 9 เดือนแรกของปี 68 การส่งออกขยายได้ถึง 13.9 % ซึ่งต้องดูว่าในเดือนต.ค.และเดือนต่อๆมา การส่งออกจะยังคงรักษาระดับได้หรือไม่ ซึ่งการส่งออกทั้งปี 68 น่าจะต้องเกิน 10% ตามที่ได้คาดการณ์ไว้แล้วตั้งแต่กลางปี ขอตอกย้ำว่าการส่งออกจะยังเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทยในปีนี้
3.การเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) โดยอยากให้สามารถเจรจาเขตการค้าเสรีกับ EU, เกาหลีใต้, แคนนาดา, ยูเออี ที่เจรจาค้างอยู่ให้สำเร็จได้โดยเร็ว โดยเฉพาะ FTA กับ EU ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก น่าจะเสร็จได้ภายในสิ้นปีนี้ ตามที่ได้เคยมีการตกลงกันไว้ และ FTA กับ เกาหลีใต้ ควรจะเสร็จได้ตั้งแต่กลางปี 68 แล้วจากการเจรจากันที่เกาะเซจู เกาหลีใต้ ที่ตนได้พบกับ USTR Jamieson Greer เป็นครั้งแรกด้วย ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลของเกาหลีใต้เสียก่อน โดยประธานาธิบดีเกาหลีใต้ถูกขับออก ก็น่าจะเสร็จไปแล้ว รวมถึง FTA กับประเทศแคนนาดา ที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลของแคนนาดา เช่นกัน ส่วนการเจรจาปรับแก้ไข FTA กับอินเดีย ต้องระวังว่า อินเดียจะปรับลดประเภทสินค้ามากกว่าจะเพิ่มรายการสินค้า เพราะไทยได้ดุลการค้าจากอินเดีย
4.การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ ยังไม่ปรากฏผลเพิ่มเติมจากที่ทำไว้เดิมเท่าที่ควร เพราะยังมีสินค้าด้อยคุณภาพที่ไหลเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแก้ปัญหานอมินีก็เช่นกัน ที่ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก และปัญหานอมินี น่าจะมีปัญหาการฟอกเงินของทุนเทาของกลุ่มสแกมเมอร์ที่ปะปนเข้ามาเพื่อฟอกเงินด้วย ซึ่งประเทศต่างๆได้ทำการยึดเงินกันเป็นแสนๆล้านบาทแล้ว ทั้ง สหรัฐ อังกฤษ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง แต่ประเทศไทยที่คนเชื่อกันว่าน่าจะมีจำนวนมาก แต่การดำเนินการยังไม่ไปถึงไหน
ทั้งนี้เหลือเวลาอีกไม่นานก่อนที่จะมีการยุบสภา จึงอยากให้ รมว.พาณิชย์ เร่งดำเนินการ 4 เรื่องสำคัญนี้ ให้เป็นผลสำเร็จโดยเร็ว ตามความคาดหวังของประชาชน เพื่อสร้างผลงานที่จับต้องได้ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร ราคาข้าวตกต่ำที่มีปัญหาอย่างมาก และสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวนาอย่างแสนสาหัสในปัจจุบัน จึงอยากขอเป็นกำลังใจให้ รมว. พาณิชย์ ในการทำงาน ซึ่งตอนนี้น่าจะทราบแล้วว่างานในกระทรวงพาณิชย์นั้นยากลำบากขนาดไหน ตามที่ตนได้เคยเตือนไว้ล่วงหน้าแล้ว.



