ถูกตีความในทันที ตกลงรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะอยู่ไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังพรรคเพื่อไทย (พท.) จะเดินหน้ายื่นซักฟอก โดยพุ่งเป้าไปที่หัวหน้ารัฐบาล เชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาบุคลากรในพรรคร่วมรัฐบาล และรัฐมนตรีหลายท่าน อ้าง มีความเกี่ยวโยงกับทุนสีเทาอย่างไร อย่าลืมว่า รัฐบาลมีเสียงข้างน้อย หากสองพรรคฝ่ายค้านทั้ง พรรคประชาชน (ปชน.) และ พท.มีเสียงรวมกว่า 280 เสียง หากทั้งสองพรรคลงมติตรงกัน นั่นหมายความว่า รัฐบาลจะมีอันเป็นไปทันที ยิ่งถ้าหากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอนุทิน ต้องมีการสรรหากันใหม่ เพราะหากญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจถูกบรรจุ หัวหน้ารัฐบาลจะยุบสภาไม่ได้ และถ้าหากเสียงอภิปรายไม่ไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่ง นายกฯ ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งก็ต้องเข้าสู่กระบวนการสรรหาหัวหน้ารัฐบาลกันใหม่ ซึ่งพรรคพท.ยังมีแคนดิเดตนายกฯ เหลืออีกคนคือ “นายชัยเกษม นิติสิริ” ซึ่งคงต้องรอดูแกนนำพรรคส้มจะรับลูกหรือไม่

แต่ท่าทีของแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เกี่ยวกับการรับกับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดูเหมือนจะมีความชัดเจน หลัง “นายโสภณ ซารัมย์” รองนายกฯ ในฐานะแกนนำพรรค ภท. กล่าวว่า รู้สึกไม่สบายใจ ที่มีผู้แสดงความคิดเห็น หลังจากที่นายอนุทิน ระบุว่าหากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะยุบสภาว่า เป็นการหนีการตรวจสอบ การวิพากษ์วิจารณ์แบบนั้น เป็นการสร้างประเพณีที่ไม่ดี พูดเหมือนเอาแต่ได้ เพราะเราเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในประวัติศาสตร์ ยืนยันว่าเราไม่กลัวการชี้แจง

ถ้าจะให้เกิดความแฟร์ ควรยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 152 ไม่ว่าจะเป็นเดือน ธ.ค.68 หรือเดือน ม.ค.69 ก็ได้ ถือเป็นการดีเบตก่อนการเลือกตั้ง จะได้ซักกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ทำให้ประชาชนเห็นว่า ใครมีผลงานหรือไม่มีผลงาน แบบนี้คิดว่าแฟร์ดี  หากรัฐบาลในยุคนายอนุทินแพ้โหวตในสภา ก็จะเป็นตราบาปของท่าน ของตน ของพรรค ภท. เพราะคะแนนเสียงของฝั่งรัฐบาลไม่ถึง ขอยืนยันว่า พรรค ภท.ไม่กลัวการชี้แจงแต่ที่จะต้องยุบสภา เพราะเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อถามว่า นายกฯ ได้ออกแถลงการณ์แล้วว่าจะไม่ยุบสภาหนีการตรวจสอบ นายโสภณ กล่าวว่า ในความเห็นลูกพรรค ตนก็ต้องปกป้องหัวหน้าพรรค

เพียงแต่ถ้าหากหัวหน้ารัฐบาลตัดสินใจยุบสภา ร่างการแก้ไข รธน. จะมีชะตากรรมอย่างไร เพราะตามไทม์ไลน์ อาจจะเปิดสภาวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไข รธน.วาระที่ 2 ในวันที่ 8 ธ.ค. ห้วงเวลาดังกล่าวจะมีอุบัติเหตุทางการเมืองก่อนหรือไม่ เพราะในทางการเมืองพรรคภท.จะยอมให้พรรคตนเองบอบช้ำทางการเมืองหรือไม่

เงียบหายไปซักระยะ พอมีประเด็นก็เกิดเป็นข่าวใหญ่ทันที หลังผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าในการพิจารณาการยื่นอุทธรณ์คดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จากกรณีให้สัมภาษณ์มีเนื้อหาพาดพิงสถาบันกับสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ เมื่อปี 2558 ซึ่งเป็นอำนาจของอัยการสูงสุด (อสส.) เนื่องจากเป็นคดีนอกราชอาณาจักร ที่เดิมมีการยื่นขยายระยะเวลาต่อศาลอาญาครั้งที่ 2 ไปถึงวันที่ 21 พ.ย.ที่จะถึงนี้นั้น โดยล่าสุดมีรายงานว่าเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อสส.ได้มีความเห็นว่าการกระทำนายทักษิณเป็นความผิดตามฟ้อง เห็นควรที่จะยื่นอุทธรณ์คดีให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาต่อไป ซึ่งขั้นตอนต่อไปคำสั่งให้อุทธรณ์ของ อสส. ซึ่งถือเป็นคำสั่งเด็ดขาดจะถูกส่งไปยังอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เจ้าของสำนวนเพื่อยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์ต่อไป

เดิมการพิจารณาอุทธรณ์สำนวนคดีนี้ เมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อสส.ท่านที่แล้ว มีคำสั่งให้นำเรื่องการจะยื่นอุทธรณ์นี้เข้าสู่การพิจารณากลั่นกรองของคณะกรรมการพิจารณาคดี 112 ของอัยการ ซึ่งขณะนั้นมีนายอิทธิพร อสส.คนปัจจุบันเป็นรอง อสส.เป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งในครั้งนั้นทางคณะกรรมการดังกล่าวได้ประชุมพิจารณา มีมติ 8-2 เห็นควรไม่อุทธรณ์ และส่งให้นายไพรัช อสส.พิจารณาแล้ว แต่จนพ้นตำแหน่ง อสส. นายไพรัช ก็ไม่ได้มีความเห็นว่าจะอุทธรณ์คดีหรือไม่ จนอำนาจในการพิจารณาอุทธรณ์คดีไปที่ นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อสส.คนปัจจุบัน

ซึ่งสมัยนั่งประธานคณะกรรมการพิจารณาคดี 112 นายอิทธิพร ที่นั่งเป็นประธานคณะกรรมการก็ไม่ได้มีการลงมติในครั้งนั้น เนื่องจากเป็นมารยาทในฐานะประธานกรรมการ คำสั่งอุทธรณ์ในครั้งนี้จึงไม่ใช่การกลับความเห็นของตัวเอง ซึ่งตามขั้นตอนคดี 112 ของนายทักษิณเป็นคดีนอกราชอาณาจักร อำนาจพิจารณายื่นอุทธรณ์เป็นของ อสส. การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคดี 112 จึงเป็นการกลั่นกรองให้อัยการสูงสุดไม่ใช่การสั่งคดีเหมือนในชั้นพิจารณาคดี 112 ทั่วไป

ด้าน “นายวิญญัติ ชาติมนตรี” ทนายความประจำตัวของนายทักษิณ ให้ความเห็นว่า สู้แน่นอน เพราะท่านทักษิณเป็นนักสู้ และยิ่งท่านไม่ได้ผิดอะไร ไม่ได้เจตนาที่จะกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ท่านจะสู้ให้ถึงที่สุด เรื่องนี้ก็ขอให้สังเกตว่า อสส.ที่มีความเห็นแย้งกับมติของคณะทำงานที่ท่านเองก็อ้างว่าไม่ใช่คณะทำงานที่มาดูแลหรือสั่งคดีนี้ ยืนยันว่านายทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งนี้ ในอนาคตจะมีการพิจารณาร้องเอาผิด อสส.คนปัจจุบัน ในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่เราต้องดูในอนาคตว่าเป็นอย่างไร ร้องหรือไม่ร้อง ตนยังไม่ได้คิด ก็ต้องดูเนื้อหากันไป ท่านก็ใช้อำนาจของท่าน เมื่อถามสำหรับการอุทธรณ์สั่งฟ้องคดีมาตรา 112 ของ อสส.มีผลต่อการพิจารณาพักการลงโทษของนายทักษิณ หรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะการอุทธรณ์ก็เป็นเรื่องของกระบวนการ แต่การพักโทษก็เป็นระยะเวลาที่มีตามกฎหมายที่ผู้ต้องขังทุกคนได้รับสิทธิเท่าเทียมเสมอภาคกันอยู่แล้ว
เพราะเมื่อถึงเวลา 2 ใน 3 ของโทษที่ได้รับมา ก็จะมีการพิจารณาพักโทษอยู่แล้ว และด้วยท่านอายุ 70 ปี ถูกคุมขังมาแล้วระยะเวลาหนึ่ง ก็ไม่น่ามีผลกระทบ

นั่นหมายความว่า อดีตนายกฯ ยังไม่พ้นบ่วงกรรม แม้จะถูกจองจำในคดีเดิม แต่เมื่อพ้นโทษออกมาก็ยังต้องมาต่อสู้ในคดีสำคัญ ซึ่งอาจกระทบกับการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการช่วยเหลือพรรค พท. ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสมบัติของตระกูลชินวัตร

“ทีมข่าวการเมือง”