เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 พ.ย. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย โดยก่อนเริ่มการประชุม นายกฯ ได้ทักทายกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ มาเข้าร่วมประชุม

จากนั้น นายกฯ กล่าวว่า ในช่วงปีนี้สถานการณ์ตลาดข้าวโลกมีการผันผวนสูง ตนต้องขอบคุณทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการเกษตรฯ กระทรวงการต่างประเทศ และผู้เกี่ยวข้อง ที่ในช่วงตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ ก็มีความพยายามที่จะเร่งขายข้าวให้ประเทศจีนเพิ่มอีก 5 แสนตัน ตนได้เห็นความพยายามของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รมว.พาณิชย์ ได้อัปเดตให้ทราบตลอดเวลาว่าทําอย่างไรที่จะทําให้จีนเร่งปิดดีลให้ได้ เรื่องของสต๊อก เรื่องคุณภาพของข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความพร้อมอยู่แล้ว ไปบอกให้ทางจีนให้ออร์เดอร์เพิ่มมากขึ้นตรงนี้มา ทั้งนี้ ทุกคนทราบว่าปีนี้ครบรอบความสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-จีน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จฯ เยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งวันนี้ถือว่าเราได้ชงมาดี เมื่อผู้นําของจีนได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่าน โดยประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน กราบบังคมทูลฯ ให้ทรงรับทราบ ยืนยันว่าจีนให้การสนับสนุนสินค้าการเกษตรของไทย ตนนั่งอยู่ในที่ประชุมด้วย เป็นคําพูดปกติธรรมดา ยังลุ้นๆ อยู่ว่าจะได้ข้าวหรือเปล่า แต่ท่านก็พูดไปก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวจํานวน 5 แสนตัน พอท่านพูดคํานี้ ทําให้เรารู้แล้วว่าสิ่งที่เราได้เพียรพยายามมาทั้งหมดได้บทสรุป ณ ที่นี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ทูตจีน ไม่ยอมยืนยันแต่บอกว่าให้อดทนนิดหนึ่ง แต่แนวโน้มเป็นด้านบวก ซึ่งตนก็นึกไม่ถึง ถือว่าเป็นพระบารมี ปกติไม่เปิดโอกาสให้คุยแบบนี้

นายกฯ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีการขาย Food Security และข้าวให้สิงคโปร์ จํานวน 1 แสนตัน ซึ่งสามารถปิดดีลอย่างเป็นทางการ ขอบคุณรมว.พาณิชย์ และ รมว.เกษตรฯ รวมถึงทุกคนที่เกี่ยวข้อง ฝากพวกเราทุกคนทําหน้าที่เซลส์แมนสินค้าของไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ ตอนนี้เราเปิดตลาดแล้ว ขอให้พยายามต่อไป หากอยากจะรู้จักว่าข้าวไทยดีแค่ไหน คุณภาพดีกว่าคนอื่นอย่างไร อร่อยกว่าคนอื่นอย่างไร จุดแข็งอยู่ที่ไหน ต้องไปกินนอกประเทศแล้วท่านจะรู้ว่า เวลาไปอยู่ต่างประเทศ แล้วต้องกระเดือกเข้าไปแต่ละคํา มันไม่ใช่ข้าวไทย เราก็คิดแล้วว่าอยากให้ข้าวไทยไปอยู่ตรงนี้ รับรองว่าคนของเขาต้องชอบแน่นอน สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราต้องรักษา และปรับปรุงคุณภาพของเราให้ดี ให้เลยจุดการแข่งขัน ตนคิดว่าเรื่องการปรับปรุงคุณภาพนั้น จะทําให้ข้าวของเราเป็นที่ต้องการ ไม่ใช่ไปขายแข่งกับเขา เราชอบใช้ว่าไปขายแข่ง มันขายได้แน่ ๆ ถ้าเราลดราคาลงมา 10-20 เปอร์เซ็นต์ รับรองว่าขายหมดสต๊อกแน่ แต่มันจะเกิดอะไรกับประเทศ เราก็ไม่ได้รายได้ ชาวนาขาดทุน นี่คือหน้าที่ของนบข.ที่จะต้องกําหนดนโยบาย แนวทาง และกลไกที่ทําให้ราคาข้าว เราสามารถอยู่ในตลาดโลกได้ รักษาคุณภาพที่ดีได้

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันไทยมีปัญหาผลิตข้าวเกินความต้องการ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของชาวนา จึงอยากให้คณะกรรมการทุกท่านหาแนวทางและมาตรการที่จะรักษาราคาและคุณภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว ให้มีผลผลิตต่อไร่สูง ขายได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่มีความเดือดร้อนในห่วงโซ่การขายข้าวตั้งแต่ชาวนา โรงสี ผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่ง และการส่งออก อยากให้วินๆ กันทุกฝ่าย ส่วนมาตรการช่วยเหลือชาวนาหลายมาตรการก็ช่วยเหลือได้สำเร็จ ขณะที่หลายมาตรการมีปัญหา แต่การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการ เพราะเขาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ เราจึงต้องหามาตรการที่ดีที่สุด โปร่งใส ตรวจตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์มากที่สุด เชื่อว่าทุกคนในห้องนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้ มีความเต็มใจยินดีที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวนา และให้การสนับสนุนเต็มที่ โดยที่ไม่ได้คิดถึงประโยชน์ใดๆ แก่ตนเอง และพวกพ้อง เชื่อว่าเจตนารมณ์ที่ดี จะทำให้การกำหนดนโยบายเรื่องการบริหารข้าวของประเทศ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นายกฯ กล่าวย้ำด้วยว่า ขณะนี้ได้ข่าวมาว่าจีนคอนเฟิร์มออร์เดอร์ตรงนี้แล้ว แม้ว่าสต๊อกจะยังไม่ออกจากท่าเรือ แต่การบริหารจัดการออร์เดอร์ในระบบก็เกิดการเคลื่อนไหวแล้ว ทำให้เกิดการผลักดันราคาได้ดีขึ้น เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้พบกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ทราบว่าขณะนี้ข้าวหอมมะลิมีราคาที่ดีขึ้นมาแล้ว อยู่ในระดับ 13,000 บาทต่อตัน อย่างไรก็ตาม ข้าวหอมมะลิมีเพียง 5-6 ล้านตัน ในจำนวน 30 ล้านตัน ถือเป็นเพียง 1 ใน 6 เราต้องผลักดัน และพัฒนาข้าวสารของเราให้มีคุณภาพที่ดี นำชาติอื่นให้ได้ เพราะเราขายข้าวให้จีนครั้งนี้ได้ 500,000 ตัน ซึ่งจีนมีความต้องการอยู่ที่ 1,300,000 ตัน.



