แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังศาลฎีกามีคำพิพากษากลับในคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ของนายทักษิณ ชินวัตร โดยตัดสินให้นายทักษิณ ต้องชำระภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาทให้กรมสรรพากรนั้น กรมสรรพากรยืนยันพร้อมปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายปกติ และคำพิพากษาของศาลอย่างเคร่งครัด โดยหลังจากนี้กรมฯจะรอรับคำพิพากษาตัวเต็มอย่างเป็นทางการจากอัยการ จากนั้นภายใน 2 สัปดาห์ หรืออย่างช้าไม่เกินสิ้นเดือนพ.ย. ในทางปฏิบัติ กรมฯ จะมีหนังสือแจ้งเตือนส่งให้นายทักษิณ เพื่อชำระหนี้อีกครั้งหนึ่งตามระเบียบ

ทั้งนี้ หากมีการชำระหนี้ครบก็จะจบคดีด้วยดี แต่หากชำระไม่ครบถ้วน หรือไม่ชำระ กรมสรรพากรก็ได้ดำเนินการสอบสวนทรัพย์ ยึดหรืออายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมทำคู่ขนานกันไป หลังจากที่ได้มีการประเมินภาษีไปแล้ว โดยจะครอบคลุมทั้งอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ เงินสด และสิทธิ์ที่เรียกต่างๆ เช่น หุ้น และบัญชีเงินฝาก รวมถึงยังใช้ข้อตกลงแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเงินทั่วโลกกับ 113 ประเทศภาคี ทำการตรวจสอบบัญชีเงินฝาก หุ้น หรือกองทุนที่อยู่ต่างประเทศ เพื่อให้ทราบทรัพย์สินในต่างประเทศด้วย

“กรมสรรพากร ยืนยันว่าได้ดำเนินการทุกอย่างด้วยความเป็นธรรม ตามอำนาจหน้าที่และกฎหมาย โดยไม่ได้ถูกแทรกแซงโดยทางการเมือง ทั้งนี้ กรมฯ ต้องการให้สังคมรับรู้หลักการทำงาน ว่าได้ยึดหลักความเท่าเทียม ไม่มีการเลือกปฏิบัติโดยทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน“

สำหรับกระบวนการสืบสวน ยึดอายัด ขายทอดตลาด กรมได้ดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 63 และระหว่างนี้ก็สามารถทำเพิ่มเติมได้ต่อเนื่อง ไปอีก 10 ปี จนกว่าจะครบกำหนดอายุ ในปี 78 และท้ายสุดหากยังไม่สามารถชำระหนี้ได้ครบ กรมสรรพากรมีหน้าที่ต้องฟ้องร้องเป็นบุคคลล้มละลายต่อไป