เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ชี้แจงถึงงบประมาณที่กระทรวงการต่างประเทศได้รับจัดสรร ว่า ขอสภาอย่าได้ปรับลด เพราะก่อนหน้านี้ถูกลดลงแล้ว 10% งบประมาณที่ได้ จะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์การทูต 2.0 ที่ประสานกับกระทรวงต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ ขับเคลื่อนประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ หาตลาดใหม่ ส่วนประเด็นเรื่องการทูตกับประเทศกัมพูชา ขณะนี้ได้เข้าสู่การประนอมภาคบังคับภายใต้เงื่อนไขอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ตนมั่นใจและพร้อมเต็มที่ที่จะปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของไทย

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า งบประมาณส่วนของยุทธศาสตร์แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ วงเงิน  8,400 ล้านบาทนั้น ตนได้รับหน้าที่ประธานคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลเพื่อแก้สถานการณ์ชายแดนใต้ ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ ลงพื้นที่เพราะปัญหายืดเยื้อกว่า 20 ปี

“ปีนี้ไม่มีงบบูรณาการ แต่การจัดสรรงบทุกหน่วยงานทำแบบบูรณาการ ไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เกิดผลงานให้มากที่สุด ว่าใครรับผิดชอบ โดยงบประมาณจัดทำภายใต้ยุทธศาสตร์ที่มีเอกภาพ ครอบคลุมทุกมิติปัญหาภาคใต้ กระบวนการพูดคุย และประชาชน รวมถึงการศึกษา สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดทำให้การจัดสรรงบประมาณที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประชาชนปลอดภัย กินดีอยู่ดี มีสิทธิเสียงกำหนดอนาคตของตนเอง” นายสีหศักดิ์ กล่าว

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ซักถามถึงการเข้าร่วมประนอมภาคบังคับที่อาจทำให้เกิดประเด็นเสียผลประโยชน์ โดยนายสีหศักดิ์ ชี้แจงว่า การเจรจาภายใต้เอ็มโอยูที่ยกเลิก ทั้งไทยและกัมพูชาร่วมเป็นภาคี UNCLOS จึงอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ไทย และฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา ตกลงกันที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ช่วงประชุมสุดยอดอาเซียน ทั้งนี้ไม่ใช่กระบวนการทางศาล แต่คือการประนอมของทั้งสองฝ่าย

“กระบวนการไม่ใช่ศาล แต่คือการประนอม ที่ผ่านผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้เน้นต่อสู้ทางคดี แต่เป็นการหาทางออกของกติการะหว่างประเทศและความเที่ยงธรรมทุกฝ่าย ส่วนข้อเสนอนั้นไม่ใช่สุดท้าย เพราะต้องคุยกันสองฝ่ายระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่ามีอะไรที่รับกันได้หรือไม่” นายสีหศักดิ์ กล่าว