เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3
โดยนายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยระบุว่า อยากให้นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ฟังตนอภิปราย เพราะอยากเห็นคนที่บอกว่า “รักชาติ รักทหาร” ไปจัดการเรื่องนี้ ขอใช้ชื่อเรื่องว่า “ปีศาจกลาโหม” ที่กัดกินกองทัพงบประมาณของประเทศชาติ ตัวแรกคือ ทหารผีหรือ “ทหารปีศาจ” ใช้เงินกว่า 1,500 ล้านบาท ขึ้นเงินเดือนให้กับบุคลากรกระทรวงกลาโหม หากตกถึงมือผู้ปฏิบัติงานอย่างแท้จริงคงไม่มีปัญหา แต่เงินก้อนนี้กลับถูกถ่ายให้กับทหารปีศาจที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริง ส่งผลให้งบประมาณกองทัพมีประสิทธิภาพเป็นภาระแฝง อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีรายชื่อผู้ได้รับปรับเงินเดือนหรือบำเหน็จความชอบที่รัฐบาลจะจ่ายตอบแทนความเสียสละให้ผู้ที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย คำนวณเพิ่มเป็นอัตราเทียบเท่าการเลื่อนขั้นเงินเดือน และสามารถคำนวณบำเหน็จบำนาญตอนเกษียณอายุได้ด้วย แต่กลับมีทหารผีที่ไม่ได้ไปราชการชายแดนแต่ได้รับบำเหน็จขึ้นเงินเดือน เจอ 11 ตน ตัวอยู่จังหวัดหนึ่ง ปรากฏชื่ออยู่ตามแนวชายแดน แต่ทหารที่ไปชายแดนจริง ๆ ไม่มีรายชื่อ

จากนั้น นายเอกราช ได้เปิดคลิปเสียงจากพลทหารที่ยืนยันว่า “ทหารผี” มีอยู่จริง ก่อนจะกล่าวว่า “ทหารปีศาจ” อีกรูปแบบหนึ่งที่บั่นทอนงบประมาณและศักดิ์ศรีของกองทัพ เกิดขึ้นกับพลทหารที่ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งร้องเรียนผ่านโซเชียลมีเดียว่ามีการนำพลทหารไปรับใช้นายและถูกยึดบัตร ATM เงินเดือนออกมีคนไปกดทันที แม่ทัพภาคที่ 1 จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา จากการสอบสวนระบุว่ากลัวพลทหารโดนขโมยบัตร จึงเก็บบัตรไว้อำนวยความสะดวก ยืนยันว่าไม่ทุจริต มีการลงทัณฑ์กักขังระดับจ่ากับ ผบ.ร้อย แต่ผู้คุมค่ายไม่โดนอะไรเลย หากยังทำแบบนี้ใครจะอยากเป็นพลทหารอาสาตามนโยบายรัฐบาล ที่ใช้งบประมาณบุคลากรเพิ่มขึ้น 1,455 ล้านบาทต่อปี โครงการพลทหารอาสาที่วาดฝันไว้จะล่มแน่นอน เพราะไม่มีใครอยากมาเป็นเหยื่อให้ถูกสูบเนื้อสูบหนัง
นายเอกราช กล่าวอีกว่า พลทหารดีๆ ก็มาบ่นกับตนเองว่าอยากลาออกไปทำอาชีพอื่น ส่งผลให้รัฐบาลต้องจ่ายเงินเบี้ยหวัดให้กับพลทหารที่ลาออกรวมแล้วกำลังพลที่ลาออกสะสม 10 ปี 6,000 กว่าคน โดยในปี 2568 จ่ายเบี้ยหวัดอยู่ที่ 630 ล้านบาท ดังนั้นรัฐบาลจะต้องปฏิรูปโครงสร้างกำลังพล วิเคราะห์อัตรากำลังที่จำเป็นต่อภารกิจ และทบทวนงบประมาณโครงสร้างบุคลากร
นายเอกราช กล่าวถึงผีตัวที่ 2 ชื่อว่า “ผีวิจัย” ใช้งบวิจัยไปจบที่โรงงานร้าง ระบุถึงงบวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 560 ล้านบาท กองทัพเรือ 21 ล้านบาท สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 44 ล้านบาท รวมกันกว่า 625 ล้านบาท จึงตั้งคำถามว่าเงินเหล่านี้สร้างเทคโนโลยีให้ไทยได้จริงหรือไม่ หลายโครงการใช้ชื่อว่าการวิจัย แต่เมื่อไปดูไส้ใน กลับพบว่าเป็นการซื้อเทคโนโลยีมาจากต่างประเทศ เมื่อไม่ได้เป็นงานวิจัยจริง ผลผลิตออกมา ต่อให้รับรองมาตรฐานกองทัพ ก็ไม่มีใครใช้ ไม่ซื้อ ไม่อุดหนุนกันเอง ไม่มีคำสั่งผลิต สายการผลิตก็หยุดการผลิต กลายเป็นโรงงานร้าง โรงงานผี เครื่องจักรบางตัวแก่กว่ารัฐมนตรีลูกเทพ ผลิตต่อไม่คุ้ม ขายก็เสียดาย กลายเป็นเศษเหล็กที่ประชาชนต้องช่วยกันจ่าย
จากนั้น นายเอกราช ได้โชว์ภาพโรงงานร้าง และถามประธานในที่ประชุมว่าเหตุใดถึงขึ้นภาพในสไลด์ไม่ได้ พร้อมกับถามรัฐบาลว่าจะเอาอย่างไรกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะสนับสนุนหรือปล่อยเป็นพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรม เพราะเมื่อประเมินมูลค่าโรงงานและสายการผลิตร้างมีมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะต้องอุดหนุนเงินปรับปรุงราว 339 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลจะต้องกำจัด โครงการผีไม่ให้งบกระจัดกระจาย รวมเป็นโครงการเรือธง เมื่อวิจัยแล้วหน่วยงานจะต้องใช้เพื่อไม่ให้มีโรงงานร้างเพิ่มขึ้นเป็นภาระงบประมาณ
นายเอกราช กล่าวอีกว่า สำหรับผีตัวสุดท้ายคือ “รัฐมนตรีปีศาจ” เขานินทากันว่า รมว.กลาโหม เป็นทหารบกโดยแท้ แต่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจบริบทการบริหารกระทรวงกลาโหมแม้แต่น้อย พยายามผลักดันจัดหาเรือฟริเกตเข้าทางพ่อค้าอาวุธบางราย เขาพูดกันว่ารัฐมนตรีอยากให้เรือฟริเกตเป็นของเด็กชายจากฟากฟ้าเป็นความจริงหรือไม่ กองทัพเรือต้องการให้เรือฟริเกตเป็นไปตามมาตรฐานของ NATO แต่รัฐมนตรีกลับเปิดกว้างรับสเปกของเรือบางประเทศที่เด็กชายจากฟากฟ้าเป็นเอเจนท์หรือไม่ เมื่อกองทัพเรือไม่สนองนโยบาย จึงไม่มีลายเซ็นของ รมว.กลาโหม
“รัฐบาลแทรกซึมไปถึง AI สีน้ำเงิน นี่จะเอาเรือฟริเกตสีน้ำเงินด้วยใช่หรือไม่ เมื่อกองทัพเรือไม่เอา รัฐมนตรีก็งอแงไม่เซ็น” นายเอกราช กล่าว
นายเอกราช กล่าวว่า ตนพร้อมฟังเหตุผลถึงการที่ รมว.กลาโหม ไม่ลงนามซื้อเรือฟริเกตลำที่สอง พร้อมตั้งคำถามว่าทำเพื่อประชาชนหรือทุนสีน้ำเงิน ดังนั้นการยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2544 และกระโดดเข้าไปในการเจรจาตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS กองทัพเรือจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มศักยภาพในการต่อรองและเจรจา ภารกิจในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติไทยทางทะเลกลับถูกรัฐมนตรีตัดงบประมาณ รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังทำแบบนี้กับกองทัพเรือ ตนขอถามว่ามีวัตถุประสงค์อะไร หากไม่ได้มีเจตนาทำลายขีดความสามารถของกองทัพเรือ จนถูกมองว่าเป็นรัฐมนตรีปีศาจที่กองทัพเรือสาปส่งลงทะเลอ่าวไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนที่นายเอกราชจะอภิปราย น.ส.มัลลิกา ประธานในที่ประชุม ได้แจ้งให้สมาชิกตรวจสอบสไลด์นำเสนอ ก่อนส่งให้ฝ่ายโสตฯ เนื่องจากบางเนื้อหามีลักษณะหมิ่นเหม่ ทำให้เจ้าหน้าที่ลำบากใจ
นายเอกราช ในฐานะผู้อภิปราย ติดใจเหตุผลที่ฝ่ายโสตฯ ไม่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “ปีศาจ” ซึ่ง น.ส.มัลลิกา ชี้แจงว่า การอภิปรายของนายเอกราช มีเนื้อหาสาระอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องฮิตกระแส “ทนายปีศาจ” ในช่วงนี้ ก่อนที่นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภา คนที่ 2 จะมารับหน้าที่ประธานในที่ประชุม จึงอนุญาตให้ใช้บางสไลด์ ทำให้นายเอกราชอภิปรายต่อไปได้.



