เมื่อวันที่ 20 พ.ย. นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการภารกิจด้านอำนวยการ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ให้ความรู้ผ่านเพจ “หมอเจอ” เตือนประชาชนให้หันมาใส่ใจค่า กรดยูริกในเลือด ซึ่งมักถูกมองข้าม ทั้งที่เป็นสัญญาณสำคัญของโรคเกาต์ ข้ออักเสบ และไตเสื่อม โดยเฉพาะเมื่อค่าพุ่งสูงเกินเกณฑ์ จนอาจนำไปสู่ภาวะเรื้อรังและอันตรายถึงขั้นไตวายได้

นพ.เจษฎ์ระบุว่า ค่ายูริกปกติของผู้ชายควรอยู่ที่ 3.5–7.0 mg/dL และผู้หญิง 2.5–6.0 mg/dL หากตัวเลขเกิน 7 mg/dL จะเริ่มเสี่ยงเกิดการตกผลึกตามข้อ ส่วนช่วง 8–9 mg/dL ถือว่าอันตราย เสี่ยง “เกาต์เฉียบพลัน” และหากสูงกว่า 10–12 mg/dL จะเพิ่มโอกาสไตเสื่อมและไตวายได้อย่างมาก พร้อมเตือนว่าอาการปวดข้อบวมแดง โดยเฉพาะบริเวณนิ้วโป้งเท้า หรือมีนิ่วในไต เป็นสัญญาณที่ต้องระวังอย่างยิ่ง

สาเหตุที่ทำให้ค่ากรดยูริกพุ่งสูง มักมาจากพฤติกรรมใกล้ตัว เช่น การกินอาหารพิวรีนสูง (เครื่องใน อาหารทะเล ซุปเปอร์ขาไก่) การดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ การบริโภคน้ำหวานมากเกินไป ดื่มน้ำน้อย นอนน้อย เครียด หรือการใช้ยาบางชนิด รวมถึงภาวะอ้วนลงพุงซึ่งเป็นปัจจัยเสริมสำคัญ

หมอเจษฎ์แนะนำวิธีลดค่ายูริกแบบง่าย ๆ ทำได้ทันที เช่น ดื่มน้ำวันละ 2–3 ลิตร งดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ ลดอาหารพิวรีนสูง และลดน้ำตาลจากชานม–น้ำอัดลม พร้อมเพิ่มผักและผลไม้ที่ช่วยลดยูริก เช่น คื่นฉ่าย แตงกวา เบอร์รี่ กีวี รวมถึงออกกำลังกายวันละ 20–30 นาที เพื่อควบคุมน้ำหนักและปรับสมดุลร่างกาย

นอกจากนี้ยังเตือนว่า หากค่ายูริกสูงเกิน 9–10 mg/dL ควรพบแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะยิ่งค่าเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงของข้ออักเสบเรื้อรัง กระดูกผิดรูป และไตพังก็เพิ่มตามไปด้วย พร้อมย้ำว่าการตรวจเลือดปีละ 1–2 ครั้งเป็นวิธีง่ายที่สุดในการป้องกันโรคร้ายแรงในอนาคต