นอกจากนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยประชากรกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรค NCDs ได้ง่าย ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับกลุ่มโรค NCDs เป็นโจทย์สำคัญที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมากขึ้น
“ผู้สูงวัยมักมีภาวะคือการกินยาหลายชนิดต่อวัน บางคน 10 เม็ดต่อวัน ทุก 3 มื้อ เนื่องจากโรค NCDs มักมาเป็น ’แพ็กเกจ“ เช่น เบาหวาน–ความดัน–ไตเรื้อรัง แต่เมื่อร่างกายแก่ลง ระบบการดูดซึมยา ก็จะแย่ลง กินยา 100% แต่ร่างกายดูดซึมได้แค่ 10% ทำให้ต้องกินยาปริมาณมากและบ่อยครั้ง” ดร.มัตถกา คงขาว ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ระบุถึงปัญหาหนึ่งของ
ผู้ป่วย NCDs
ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) โดย ดร.มัตถกา คงขาว และทีมได้พัฒนางานวิจัย การนำเทคโนโลยีนาโนมาใช้พัฒนาระบบนำส่งยาสู่เป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง คือหนทางควบคุมการปลดปล่อยยาได้ตรงจุด เพิ่มเสถียรภาพของยา และช่วยให้ยาออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ ทำงานอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปีในการพัฒนา “อนุภาคนาโนไขมันกักเก็บยาและสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (API)” โดยดัดแปลงพื้นผิวของอนุภาคนาโนไขมันให้มีลักษณะที่จำเพาะเจาะจงกับโรคนั้น ๆ เช่น การเพิ่มอนุภาคที่เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ การเพิ่มตัวจับเฉพาะกับเซลล์เป้าหมาย การปรับประจุพื้นผิวให้เกาะกับเนื้อเยื่อดีขึ้นเพื่อให้ดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหารได้ดี

“ยกตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องให้ยาคีโมซึ่งปัจจุบันยาคีโมมีกลไกการออกฤทธิ์เพื่อยับยั้งเซลล์ที่แบ่งตัวผิดปกติอย่างไม่จำเพาะเจาะจง ทำให้ยาคีโมไปทำลายเซลล์รากผมหรือเยื่อบุลำไส้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการผมร่วงหรืออาเจียน ดังนั้นหากใช้อนุภาคนาโนไขมันนำส่งยาไปยังเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง จะช่วยลดผลข้างเคียงและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยก็ดีขึ้น หรือในกรณีผู้ป่วยสูงอายุกลุ่มโรค NCDs ที่มักมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน ไตวายเรื้อรัง อาจต้องรับประทานยาปริมาณมาก ขณะที่ยาเหล่านั้นอาจออกฤทธิ์แค่ 10-20% เท่านั้น การใช้อนุภาคนาโนไขมันเข้าไปช่วยเพิ่มการดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหาร จะทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น สามารถลดปริมาณยาและลดการได้รับผลข้างเคียงจากยา ช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น” ดร.มัตถกา อธิบาย
อนุภาคนาโนไขมันยังสามารถใช้การกักเก็บยาและสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม สมุนไพรไทย ในการออกแบบตั้งแต่การกักเก็บยาและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ
ดร.มัตถกา กล่าวว่า สมุนไพรไทยมีสรรพคุณทางยาปริมาณมาก ด้วยทัศนคติของคนไทยในการใช้สมุนไพรยังขาดความเชื่อมั่นในการรักษาหรือป้องกันโรค ทางศูนย์นาโนฯ จึงมองปัญหาตรงนี้จึงใช้อนุภาคนาโนไขมันกักเก็บยาและสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (API) เพิ่มมูลค่าสกัดสมุนไพรไทย ให้ความสนใจสมุนไพรกระชายดำ ซึ่งสมญานามว่า “โสมไทย” เมื่อนำสมุนไพรเหล่านี้ไปใส่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่ได้สรรพคุณที่น้อย จึงใช้อนุภาคนาโนฯเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการละลายน้ำได้ดีขึ้นและดูดซึมได้ดีขึ้น

ทีมวิจัยได้ค้นพบว่านอกจากกระชายดำมีสรรพคุณเสริมสมรรถภาพทางเพศแล้ว ยังมีฤทธิ์ในการชะลอวัยได้ดีขึ้นด้วย ถ้านำไปทาผิวจะเพิ่มการสมานผิวและกระตุ้นคอลลาเจนได้ดี เมื่อรับประทานเข้าไปจะลดไขมันในเลือด และไขมันในช่องท้องได้ สอดคล้องกับการป้องกันโรค การรักษาโรคอ้วนลงพุง ไขมันในเลือดสูงได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามสถานะในปัจจุบันสามารถใช้อนุภาคนาโนฯ ในการผลิตเครื่องสำอางได้เรียบร้อยแล้ว และขายเทคโนโลยีให้กับบริษัทเอกชน จนส่งออกไปต่างประเทศได้แล้ว แต่ในส่วนของการใช้กับชะลอการเกิดโรค NCDs กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบกับคนในกลุ่มคนสุขภาพดี คาดว่าภายใน 1-2 ปีสามารถจะนำมาใช้ได้กับผู้ป่วยได้ และในอนาคตเฟสต่อไปอาจนำไปใช้ในผู้ป่วยที่เป็น โรคอ้วน ได้ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมเวลานี้
นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรอีกหลายตัวที่ใช้เทคโนโลยีนี้มาเพิ่มมูลค่า เช่นเดียวกับการใช้วัคซีนในสัตว์สามารถใช้หลักการเดียวกันในการนำส่งยา เพื่อให้ได้เป้าหมายที่แม่นยำขึ้น


โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ African Swine Fever (ASF) เป็นโรคระบาดรุนแรงในสุกรที่เกิดจากเชื้อไวรัส African Swine
Fever Virus (ASFV) พบระบาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้แก่อุตสาหกรรมสุกรไทย โดยเฉพาะในฟาร์มขนาดเล็กหรือขนาดกลาง คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท
ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเป็นโรคอุบัติใหม่ ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีองค์ความรู้ เทคโนโลยีพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งเรื่องของการพัฒนาวัคซีนที่แทบเรียกได้ว่าเป็นศูนย์ ดังนั้นมาตรการที่ใช้ควบคุมการระบาดของโรค ASF ที่ผ่านมาถึงปัจจุบันยังทำได้เพียงการสร้าง “ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity” เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่เข้าหรือออกจากฟาร์ม แต่ด้วยต้นทุนการจัดการฟาร์มที่มีมูลค่าสูง จึงเป็นเรื่องยากที่ฟาร์มสุกรขนาดเล็กและกลางจะลงทุนเพื่อหวนกลับเข้าสู่วงจรธุรกิจได้

ทีมวิจัยได้พัฒนา “วัคซีน ASF ต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์” จาก “ไวรัสสายพันธุ์ไทย” ได้สำเร็จ รวมทั้งมีการทดสอบและประเมินประสิทธิผล ความปลอดภัย ผลข้างเคียง และการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างเป็นระบบในสุกร ภายใต้ความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์และเกษตรกร
จากความสำเร็จของงานวิจัย อนุภาคนาโนฯ ที่นำส่งยาสู่เป้าหมายอย่าง เฉพาะเจาะจง ได้มีการต่อยอดนำออกแบบระบบขนส่งสามารถนำส่งตัววัคซีนเชื้อเป็น ASF ได้ด้วยเช่นกัน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีน
จากงานวิจัยของนักวิจัยหญิงทั้ง 2 คนของ สวทช.ได้ สร้างผลกระทบกับผู้คนในวงกว้าง จนทำให้ได้รับ รางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยสตรีไทย ในโครงการ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ประจำปี 2568 จัดโดยลอรีอัล กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำอุดมการณ์ สวทช. ที่มุ่งสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนางานวิจัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของชาติ และนำพาประเทศสู่ความยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand).



