เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2568 ที่หอศิลป์กรุงเทพมหานคร (BACC) ภาคีเครือข่ายอากาศสะอาดจำนวน 60 องค์กร แถลงข่าว ออกแถลงการรณ์ เพื่อตอบโต้ความพยายามของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)สายทุน ที่เตะถ่วง ตัดตอน คว่ำ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ โดยนาย นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย(สสรท. )เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ โดยเนื้อหา ระบุว่า “ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ….” หรือ ร่างกฎหมายอากาศสะอาด ฉบับที่ควบรวมร่างของภาคประชาชน คณะรัฐมนตรี และพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ กลับกําลังเผชิญกับการ “ประวิงเวลา” ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกมาแถลงข่าวและให้ข้อมูลของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ได้สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อสังคม ภาคีเครือข่ายอากาศสะอาดซึ่งมีส่วนร่วมในการเสนอและร่างกฎหมายอากาศสะอาดดังกล่าว โดยแถลงการณ์แจกแจงหัวข้อที่กกร.กังวลดังนี้
1.กกร.ระบุว่า ร่างกฎหมายนี้มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมที่มีอยู่ เช่น พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535
ร่างกฎหมายนี้ ไม่ได้ซ้ำซ้อน แต่เป็นการ อุดช่องโหว่และบูรณาการ กฎหมายที่มีลักษณะกระจัดกระจายและหน่วยงานที่ทำงานแบบแยกส่วนในปัจจุบัน ทำให้ขาดการบูรณาการในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศซึ่งเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ร่างกฎหมายนี้จึงทำหน้าที่เป็นกฎหมายเฉพาะด้านอากาศสะอาดที่เป็นส่วนเสริมและบูรณาการการทำงานของกฎหมายฉบับอื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.กกร.เสนอให้ระบุชื่อผู้แทนจาก สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในระดับชาติและระดับจังหวัด
ร่างกฎหมายได้บัญญัติให้มีองค์ประกอบของ เครือข่ายหรือองค์กรร่วมของภาคธุรกิจเอกชน เป็นองค์ประกอบบังคับอย่างชัดเจนอยู่แล้ว การไม่ระบุชื่อองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจงนั้น เป็นไปโดยเจตนาเพื่อ เปิดกว้าง ให้ภาคธุรกิจเอกชนที่หลากหลาย ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ โดยไม่เป็นการผูกขาดการเป็นผู้แทนไว้เพียงองค์กรหลักที่ กกร. เสนอมา
3.กกร.กังวลเรื่องการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมอากาศสะอาดตั้งแต่หน่วยแรกที่ปล่อย อาจทับซ้อนกับกฎหมายอื่นและส่งผลต่อต้นทุนทุกภาคส่วน ควรเน้นมาตรการสนับสนุนและจูงใจทางภาษีแทน
ข้อกังวลเรื่องการสร้างภาระต้นทุนในทันทีเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ร่างกฎหมายมิได้มีเพียงมาตรการเก็บค่าธรรมเนียม แต่ได้บัญญัติถึง มาตรการสนับสนุน ส่งเสริม และช่วยเหลือผู้ประกอบการ อย่างชัดเจนและเป็นระบบ ครอบคลุมการให้เงินอุดหนุน เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี หลักการของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์นี้จึง มิใช่การลงโทษ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่ยุติธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมที่ดีและสร้างความรับผิดชอบตาม หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ส่วนการกำหนดรายละเอียดและระยะเวลาบังคับใช้ค่าธรรมเนียม ถือเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่จะต้องคำนึงถึงความพร้อมและให้เวลาภาคธุรกิจในการปรับตัวอย่างเหมาะสม
4.กกร..ระว่ากองทุนอากาศสะอาดยังไม่มีลำดับความสำคัญหรือสัดส่วนการใช้เงินที่ชัดเจน และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน
การกำหนดรายละเอียดทางปฏิบัติ เช่น สัดส่วนการจัดสรรเงิน เป็นอำนาจหน้าที่ของ “ฝ่ายบริหาร” ที่จะดำเนินการผ่านคณะกรรมการบริหารกองทุนในกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์มลพิษที่เปลี่ยนแปลง ส่วนกรณีที่ไม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนนั้น ภาคีเครือข่ายฯ ชี้แจงว่ากฎหมายดังกล่าวใช้เฉพาะกรณีหน่วยงานของรัฐขอจัดตั้งกองทุน แต่การจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดนี้เป็นการดำเนินการตาม กฎหมายเฉพาะ ในกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชนก็มีการเสนอจัดตั้งไว้ด้วย ข้อเท็จจริงคือ ร่างกฎหมายฉบับประชาชนได้ผ่าน คำรับรองจากนายกรัฐมนตรี ก่อนยื่นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอย่างถูกต้องตามขั้นตอน โดยขณะที่ให้คำรับรอง นายกรัฐมนตรียังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถือว่าได้ผ่านการกลั่นกรองตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลทุนหมุนเวียนแล้ว
5. กกร.มีความเห็นว่าอัตราโทษสูงกว่าฉบับอื่น และอาจไม่สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ขอให้ทบทวนและกำหนดระยะเวลาปรับตัว
กระบวนการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการฯ ของสภาผู้แทนราษฎรได้คำนึงถึง หลักความได้สัดส่วน และผลกระทบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 อย่างรอบด้าน โดยพิจารณาเทียบกับความร้ายแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก PM2.5 ที่สร้างต้นทุนทางสังคมและเศรษฐศาสตร์มหาศาล ทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ภาคีเครือข่ายฯ ย้ำว่ากฎหมายนี้มิได้มีเพียง “ไม้แข็ง” (บทลงโทษ) แต่มีกลไก “มาตรการจูงใจ” (Carrot) อย่างชัดเจน ผู้ประกอบการที่ประพฤติดีและให้ความร่วมมือจะไม่ได้รับผลกระทบจากบทกำหนดโทษ แต่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนของรัฐ อัตราโทษที่สูงจึงมุ่งเป้าไปที่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและยังคงสร้างผลกระทบต่อส่วนรวมเท่านั้น

**กฎหมายอากาศสะอาดคือ “การลงทุนระยะยาว” ไม่ใช่ “ภาระ”
อย่างไรก็ตามภาคีเครือข่ายอากาศสะอาดเห็นว่า การแสดงออกของ กกร. เป็นการละเลยต่อความทุกข์ร้อนของประชาชน และเป็นท่าทีที่ “สวนกระแสโลก” ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศในระยะยาว เนื่องจากปัจจุบัน มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นใบอนุญาตทางการค้าที่สำคัญ หากภาคการผลิตของไทยไม่ปรับตัว อาจถูกกีดกันทางการค้าได้
เน้นย้ำว่า การมีกฎหมายอากาศสะอาดที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ “ภาระ” แต่คือ “การลงทุนระยะยาว” เพื่อยกระดับภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก การที่ภาคธุรกิจอ้างถึง “ภาระต้นทุน” เป็นการมองข้าม “ต้นทุนแฝง” ที่ธุรกิจต้องแบกรับจากมลพิษทางอากาศโดยตรง ซึ่งกฎหมายอากาศสะอาดคือ “การคุ้มครอง” ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของธุรกิจ นั่นคือ “แรงงาน” ธุรกิจในสภาพแวดล้อมที่อากาศสะอาดจะได้รับความได้เปรียบจากการที่พนักงานมีสุขภาพดี ลดอัตราการลาป่วย และลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพพนักงานในระยะยาว
**ข้อเรียกร้องต่อวุฒิสภาและ กกร.
เนื่องจากสถานะของร่างกฎหมายกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย และหากการพิจารณาถูกยืดเยื้อจนเกิดการยุบสภา ร่างกฎหมายจะ “ตกไป” และอาจส่งผลให้คนไทยต้องเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ภาคีเครือข่ายอากาศสะอาดจึงเรียกร้องไปยังวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติ ดังนี้:
- โปรดเร่งรัดการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ในวาระที่ 2 และ 3 ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด โดยคำนึงถึงสถานการณ์ฝุ่นพิษ และยึดมั่นในประโยชน์สูงสุดของประชาชน สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม มากกว่าผลประโยชน์ของคนใดหรือกลุ่มธุรกิจใดกลุ่มธุรกิจหนึ่ง
- โปรดอย่าปล่อยให้ “การยุบสภา” เป็นเหตุผลให้ร่างกฎหมายเพื่อชีวิตของประชาชนต้องตายไปในมือของท่าน โดยวุฒิสภาคือ “ความหวัง” ที่จะมอบกฎหมายฉบับนี้เป็นของขวัญปีใหม่แก่คนไทย

ด้าน รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสิ่งแวดล้อม และนายกสมาคมอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ กล่าวว่ามีความกังวลสูงที่ร่างพ.ร.บ.อากาศ…จะไม่สามารถประกาศใช้ได้ในรัฐบาลนี้ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่ทันก่อนยุบสภา เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่าจะยุบวันไหน มีข่าวยุบสภาออกมาทุกวัน ไม่สามารถคาดการณ์ได้ หรือถ้าจะยุบขอให้กฎหมายอากาศสะอาดผ่านก่อน อย่างไรก็ตามการเร่งให้กฏหมายผ่านก่อนยุบสภา ไม่ได้แปลว่าให้ลดทอนเนื้อหาความเข้มข้นของกฎหมายออกไป ซึ่งทางเครือข่ายไม่เห็นด้วย ที่มีใครบางคนบอกว่าปล่อยให้ผ่านๆไปแล้วมาแก้ไขทีหลัง ถ้าเป็นเช่นนั้นถ้ากฏหมายไม่เข้มหรือคุณภาพต่ำ สู้ปล่อยให้กฎหมายนั้นตกไปเสียดีกว่า
รศ.ดร.คนึงนิจ กล่าวว่า การพิจารณาร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ขอให้มีข้อควรระวังเรื่องของความเร็วและคุณภาพของเนื้อหาของกฏหมาย ต้องมีความสัมพันธ์กัน เรามีจุดเน้นในเรื่องนี้มาก ส่วนการถามหาความรับผิดชอบ กรณีที่กฎหมายนี้ตกหล่นในรัฐบาลนี้ ต้องมีความรับผิดชอบ 2 แบบให้เลือกคือ ความรับผิดชอบทางการเมืองกับความรับผิดชอบทางกฏหมาย อยากจะเลือกอะไร เล่นอะไร ขอให้ตามสบายได้เลย เพราะยุคสมัยนี้มีช่องทางให้เล่นหลายอย่าง ทั้งนี้จะไม่มีการกล่าวโทษกันไปมาว่า ใครทำให้กฏหมายนี้ตกไป
รศ.ดร.คนึงนิจ กล่าวต่อว่า อยากให้ชวนคิดว่า หลังจากที่กฎหมายตกไป หากมีการเลือกตั้ง แล้วได้รัฐบาลใหม่สามารถย้อนไปพิจารณากฏหมายให้ประกาศใช้ได้ แต่ถ้าไม่มีการพิจารณาต่อ ทางเครือข่ายฯจะขอนับหนึ่งใหม่ เพราะร่างกฎหมายที่มาจากภาคประชาชนที่เคยทำมาแล้ว 1 ครั้ง ดังนั้นในครั้ง 2 มีความเป็นไปได้ที่จะทำได้อีก และถ้าทำในครั้งที่ 2 นี้ ร่างพ.ร.บ.อากาศจะทรงเครื่องมากว่าฉบับแรก ฉบับไหนๆที่ทำกันมา ดังนั้นมองไม่เห็นว่าจะมาถ่วงเวลาเพื่ออะไร เพราะเป็นเรื่องที่ฆ่าไม่ตาย อย่างไรก็หวนกลับมาใหม่ได้ ตราบใดที่ภาคประชาชนมีพลังเข้มแข็งเหมือนทุกวันนี้ ฟื้นคืนชีพได้ เป็นเหมือนแมว 9 ชีวิต ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย เรื่องนี้เราจุดไฟให้ติดแล้ว 8 ปี 9 ปี ที่ผ่านมาได้ผ่านอุปสรรคมามากมาย
“ขอให้ผู้ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้หันมาศึกษากฎหมายอย่างถ่องแท้ ดีกว่าการตั้งหน้าที่จะปฏิเสธต่อต้าน และให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับพ.ร.บ.อากาศสะอาดเขียนไว้ เราได้พบว่า เมื่อได้สถาปนาสิทธิในอากาศสะอาดอย่างเป็นหมุดหมายที่เข้มแข็งในพ.ร.บ.อากาศสะอาดแล้ว สิ่งที่จะตามมาของประชาชนจะก่อให้เกิดหน้าที่ของรัฐตามมา และหน้าที่ของรัฐจะเฉพาะเจาะจงว่าจะต้องเคารพสิทธิ ต้องปกป้องคุ้มครองสิทธิจากการละเมิดของผู้ประกอบการ ขณะที่หน้าที่ของผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบ ใครเป็นผู้ก่อมลพิษคนนั้นต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่หนีลอยนวล หรือเป็น Free Rider คือขึ้นรถโดยสารโดยไม่จ่ายค่าโดยสาร และเอาเปรียบสังคมไปแบบนิรันดรกาล โดยที่ไม่มีใครทำอะไรได้ สิ่งที่จะได้มาซึ่งกฎหมาย พูดถึงความยั่งยืนเชิงโครงสร้าง ทีไม่เพียงแก้ปัญหา แต่สร้างหลักการที่ถูกต้อง ชอบธรรม เรียกว่าหลักความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม หรือความยุติธรรมแห่งการได้มาซึ่งอากาศสะอาดเสมอเหมือนกัน ไม่ว่าจะรวยหรือจน เพราะทุกคนเป็นมนุษย์ โปรดกลับมาเป็นมนุษย์ด้วยกัน แล้วเห็นอกเห็นอกใจกัน และอย่าใช้มนุษย์เป็นเครื่องบูชายัญสังเวยความสุข บนความร่ำรวยของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ประชาชน 60 ล้านคนต้องหายใจด้วยอากาศสะอาด และต้องการกฎหมายอากาศสะอาดที่มีเขี้ยวเล็บ ไม่ต้องการกฎหมายอากาศสะอาดที่มีแต่ปก”รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสิ่งแวดล้อม และนายกสมาคมอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ กล่าว
ด้านดร.สาวิทย์ กล่าวว่า มีแรงงานเจ็บป่วยจากการทำงานจำนวนมาก บางคนไม่ได้เจ็บป่วยในช่วงทำงาน แต่สูดอากาศมาตลอด จนถึงวัยเกษียณต้องไปตายในชุมชน ดังนั้นเราต้องจัดการปัญหานี้ตั้งแต่ต้น ซึ่งในครั้งนี้มีความคาดหวังของพลังนอกสภาฯมากกว่า และอยากส่งเสี่ยงไปยังคณะกรรมมาธิการอย่าทำให้ประชานผิดหวัง
ทั้งนี้ 60 องค์กรที่ร่วมออกแถลงการณ์ในครั้งนี้ อาทิ เครือข่ายอากาศสะอาด ประเทศไทย (Thailand CAN)สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ (CANHA) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) เครือข่ายเยาวชนเพื่ออากาศสะอาด (Youth for Clean Air Network) สภาองค์กรของผู้บริโภค (Thai Consumers Council) มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (Community Resource Centre: CRC) มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet Foundation). มูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่ (Big Trees Foundation) เครือข่ายพ่อแม่ตื่นรู้สู้ภัยฝุ่น สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (Human Rights Lawyers Association)



