เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ อบต.หนองพอก อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด นายนพพงษ์ วงษ์เสนา ปลัดอาวุโสอำเภอธวัชบุรี เป็นประธานประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 โครงการออกแบบขยายรันเวย์และจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ท่าอากาศยานร้อยเอ็ด ณ ห้องประชุม องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอก อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ดโดยมี ผู้แทนกรมท่าอากาศยาน ผู้แทนท่าอากาศยานร้อยเอ็ด หน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชนร่วมอย่างคับคั่ง
ท่าอากาศยานร้อยเอ็ดตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 2,787 ไร่ ห่างตัวเมืองเพียง 13 กม. ปัจจุบันมีรันเวย์ยาว 2,100 เมตร รองรับเฉพาะเที่ยวบินภายในประเทศ ยังไม่สามารถรับเครื่องบินขนาดใหญ่ประเภท Code E ทำให้ขีดความสามารถไม่สอดรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจและการเดินทางในอนาคต
กรมท่าอากาศยานจึงเดินหน้าแผนขยายรันเวย์เป็น 2,990 เมตร พร้อมปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดให้ได้มาตรฐาน ICAO ครอบคลุมพื้นที่เขตการบิน ระบบไฟสนามบิน เครื่องช่วยการเดินอากาศ การสำรวจธรณีเทคนิค ระบบระบายน้ำ ถนนบริการ และอาคารประกอบ

โครงการเข้าข่ายต้องทำรายงาน EIA ตามกฎหมายปี 2566 และต้องผ่านการพิจารณาของ คชก. คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนก่อสร้างจริง โดยมี 3 บริษัทที่ปรึกษารับผิดชอบศึกษาและออกแบบ ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ 21 ตำบล
การประชุมครั้งนี้นำเสนอความคืบหน้า รูปแบบพัฒนา และร่างมาตรการสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดให้ประชาชนเสนอความคิดเห็น เพื่อให้โครงการสอดคล้องกับบริบทพื้นที่และผลกระทบต่ำที่สุด
เป้าหมายโครงการ คือ ออกแบบขยายรันเวย์ให้ได้ตามมาตรฐานสากล จัดทำ EIA ครบถ้วน และจัดเตรียมเอกสารประกวดราคาเพื่อก่อสร้าง โดยใช้เวลาศึกษา 300 วัน (มิ.ย. 2568 – เม.ย. 2569)
ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ได้แก่รองรับอากาศยานขนาดใหญ่และผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ลดความแออัดและเพิ่มคุณภาพบริการเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศหนุนเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์อีสานตอนกลาง
ปัจจุบันท่าอากาศยานร้อยเอ็ดมีสายการบินไทยแอร์เอเชียให้บริการวันละ 4 เที่ยวบิน รวม 28 เที่ยว/สัปดาห์ เส้นทางดอนเมือง–ร้อยเอ็ด โดยสถิติปี 2565–2567 ชี้ว่าเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสารฟื้นตัวต่อเนื่องหลังโควิด ปี 2567 มีเที่ยวบินขาออกกว่า 2,104 เที่ยว และขาเข้ากว่า 1,552 เที่ยว
เมื่อขยายสนามบินแล้วเสร็จ ร้อยเอ็ดจะมีศักยภาพรองรับเส้นทางใหม่ทั้งใน–ต่างประเทศ เสริมบทบาทสู่ “ศูนย์กลางการบินอีสานตอนกลาง” และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะยาว



