การแต่งตั้ง “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” หรือ ผบ.ตร. ในแต่ละยุคสมัย มักเป็นวาระระดับชาติที่สังคมให้ความสนใจและจับตามองอย่างใกล้ชิด ทว่าในอดีตกระบวนการคัดเลือกมักถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และการใช้ดุลพินิจที่ยังไม่มีเกณฑ์ชี้วัดเป็นรูปธรรม รวมถึงข้อครหาเรื่องการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง จนกระทั่งการมาถึงพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ที่ได้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การแต่งตั้งผู้นำสีกากี ด้วยการวางกติกาที่เปรียบเสมือน “ไม้บรรทัด” เพื่อวัดแคนดิเดตทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกัน ปิดช่องโหว่การใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ
บทวิเคราะห์นี้ จะพาไปเจาะประเด็นสำคัญและข้อแตกต่างที่ทำให้เกณฑ์การตั้ง ผบ.ตร. ยุคใหม่ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
- จาก “ดุลพินิจเปิดกว้าง” สู่หลักเกณฑ์ 50:50
ในอดีตการคัดเลือก ผบ.ตร. ไม่มีการกำหนดเกณฑ์หรือน้ำหนักที่ตายตัว เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจสามารถอ้างอิงผลงาน ความอาวุโส หรือความเหมาะสมได้อย่างอิสระ แต่ภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ มาตรา 78 (1) ได้กำหนดกรอบการพิจารณาอย่างชัดเจน โดยให้ผู้มีอำนาจคัดเลือก (นายกรัฐมนตรี) ต้องพิจารณาผู้เข้าข่าย ซึ่งได้แก่ ข้าราชการตำรวจยศ “พล.ต.อ.” ที่ดำรงตำแหน่ง “จเรตำรวจแห่งชาติ” หรือ “รอง ผบ.ตร.” เท่านั้น หัวใจสำคัญของการประเมินครั้งนี้คือการแบ่งสัดส่วนการพิจารณาออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน คือ ความอาวุโส (ร้อยละ 50) และ ความรู้ความสามารถ (ร้อยละ 50)

- วัดความอาวุโสด้วยเกณฑ์ที่ชัดเจน
เพื่อขจัดปัญหาความคลุมเครือในการตีความเรื่องความอาวุโส กฎหมายใหม่ได้กำหนดกรอบการพิจารณาที่มีกฎเกณฑ์และดัชนีชี้วัดเชิงประจักษ์ โดยแคนดิเดตที่มีลำดับอาวุโสสูงสุด จะได้รับการพิจารณาในส่วนนี้อย่างเต็มสัดส่วนร้อยละ 50 ขณะที่แคนดิเดตในลำดับรองลงมา จะได้รับการพิจารณาลดหลั่นกันไปตามเกณฑ์ข้อบังคับที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กำหนดไว้อย่างเป็นระบบ


- สแกนความสามารถ เจาะลึกสายงานหลัก
ในส่วนของสัดส่วนความรู้ความสามารถอีกร้อยละ 50 นั้น กฎหมายไม่ได้เปิดกว้างให้ประเมินอย่างเลื่อนลอยตามความพึงพอใจของผู้มีอำนาจ แต่เจาะจงให้ความสำคัญกับประวัติและประสบการณ์ใน “งานตำรวจสายหลัก” เป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้างานด้านสืบสวนสอบสวน และงานป้องกันปราบปราม เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กรข้าราชการตำรวจ จะต้องเป็นผู้ที่มีผลงานเชิงประจักษ์และมีความเชี่ยวชาญในงานภาคสนามอย่างแท้จริง
- ข้ามอาวุโสทำได้ แต่ต้องผ่านด่านพิจารณาที่เข้มงวด
แม้กฎหมายจะไม่ได้ปิดประตูการเลือกผู้ที่ไม่ได้อาวุโสสูงสุด แต่การกระทำดังกล่าวในยุคนี้ นายกรัฐมนตรีจะต้องพิจารณาคัดเลือกโดยมีเหตุผลและข้อเท็จจริงที่หนักแน่นเพียงพอ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยต้องสามารถอธิบายต่อสังคมได้ว่า ผู้ที่ถูกเลือกนั้นมีความเหมาะสมเหนือกว่าผู้อื่นอย่างไร ภายใต้การประเมินด้วยมาตรฐานเดียวกัน


- กลไกตรวจสอบและบทลงโทษขั้นเด็ดขาด
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ไม่ได้มีแค่เกณฑ์ที่เข้มงวด แต่ยังมาพร้อมกับเขี้ยวเล็บในการตรวจสอบและเอาผิดผู้ที่ฝ่าฝืน
1.ช่องทางพิทักษ์ความเป็นธรรม : หากแคนดิเดตเห็นว่าการจัดเรียงลำดับหรือการแต่งตั้งไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมตามกลไกพิทักษ์ระบบคุณธรรมที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ทราบคำสั่ง
2.เอาผิดผู้บังคับบัญชา : หากตรวจพบว่าผู้บังคับบัญชาจงใจช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือแต่งตั้งขัดต่อหลักเกณฑ์ จะถือเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
3.โทษหนักสำหรับนักวิ่งเต้น : กฎหมายระบุชัดเจนว่า ผู้ที่ให้ รับ ร้องขอผลประโยชน์ หรือแอบอ้างอำนาจเพื่อวิ่งเต้นให้มีการแต่งตั้ง จะต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ถือเป็นการผ่าตัดใหญ่โครงสร้างการแต่งตั้งระดับนายพลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การกำหนดเกณฑ์การพิจารณาที่ชี้วัดได้ การเน้นประสบการณ์สายงานหลัก และบทลงโทษที่รุนแรง ล้วนเป็นกลไกที่ถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่ของระบบอุปถัมภ์
อย่างไรก็ตาม บทพิสูจน์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษรในข้อกฎหมาย แต่อยู่ที่ “ผู้รักษาเจตนารมณ์” และ “ผู้บังคับใช้กฎหมาย” ว่าจะสามารถยึดมั่นในเกณฑ์กติกาใหม่นี้ เพื่อกอบกู้ศรัทธาของประชาชน และคืนความสง่างามให้กับตำแหน่ง “พิทักษ์ 1” ได้อย่างแท้จริงหรือไม่
ข้อมูลอ้างอิง : พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 (มาตรา 77 และมาตรา 78) และลิงก์ข้อมูลราชกิจจานุเบกษาเพิ่มเติม : https://welfarepolice.com/new/news/read/380



