คณะผู้เข้าร่วมโครงการผู้นำยุทธศาสตร์นวัตกรรมสุขภาพเพื่อการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของประเทศไทย (นพท.) ซึ่งเป็นคณะผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ที่ปรึกษาคณะกรรมการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)
และ พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ดร.ปณิตา ชินวัตร
รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ผศ.ดร.จรรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ที่จะร่วมกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ของประเทศไทย เดินหน้าสร้างความร่วมมือไทย–จีน ผลักดันนวัตกรรมการแพทย์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจสุขภาพสู่อนาคต
คณะผู้เข้าร่วมโครงการผู้นำยุทธศาสตร์นวัตกรรมสุขภาพเพื่อการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของประเทศไทย (นพท.) เดินทางเยือนนครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 15–18 กรกฎาคม 2569 เพื่อสานต่อความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านนวัตกรรมสุขภาพ เทคโนโลยีการแพทย์ การวิจัย การลงทุน และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่เป็นการเปิดเวทีหารือและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานชั้นนำของนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของประเทศไทยกับระบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และนวัตกรรมของจีนอย่างเป็นรูปธรรม
คณะได้เข้าเยือน Zhangjiang Science City ศูนย์กลางนวัตกรรมระดับโลกของนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นฐานสำคัญด้านชีวเวชภัณฑ์ วงจรรวม (IC) ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมหารือแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การวิจัย และการลงทุน เพื่อส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมร่วมกันระหว่างไทยและจีน

จากนั้นคณะได้เข้าพบผู้บริหารของ Biotecan Pharmaceuticals เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) การวินิจฉัยระดับโมเลกุล การประยุกต์ใช้ Big Data ในระบบสุขภาพ รวมถึงหารือแนวทางความร่วมมือด้านการตรวจพันธุกรรม การคัดกรองโรค และการวิจัยร่วมระหว่างประเทศไทยและจีน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับการแพทย์ของทั้งสองประเทศในอนาคต
อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญเกิดขึ้นที่ Shanghai Proton and Heavy Ion Center (SPHIC) ศูนย์รักษาโรคมะเร็งด้วยโปรตอนและไอออนหนักระดับแนวหน้าของโลก โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านการรักษาผู้ป่วยข้ามพรมแดน การส่งต่อผู้ป่วยระหว่างไทย–จีน การแลกเปลี่ยนบุคลากรทางการแพทย์ และการพัฒนา Medical Tourism เพื่อยกระดับการให้บริการด้านสุขภาพของทั้งสองประเทศร่วมกัน
นอกจากนี้ คณะยังได้เยี่ยมชม Shanghai Synchrotron Radiation Facility (SSRF) ศูนย์วิจัยเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนชั้นนำของเอเชีย ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนางานวิจัยด้านการแพทย์ ชีววิทยา วัสดุศาสตร์ และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมองหาโอกาสในการพัฒนางานวิจัยร่วมกันในอนาคต

ในช่วงเย็น คณะได้รับเกียรติจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ในการร่วมพบปะหารือกับทูตพาณิชย์ไทยประจำเซี่ยงไฮ้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวโน้มอุตสาหกรรมสุขภาพของจีน ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ เพื่อขยายโอกาสการลงทุนและการค้าร่วมกันในอนาคต
ไฮไลต์สำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือการเข้าร่วม Thailand–China Executive Dialogue และการประชุมผู้นำระดับสูงไทย–จีน พร้อมพิธีลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การแพทย์ สถาบันวิจัย โรงพยาบาล และภาคเอกชนของทั้งสองประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ภายใต้หัวข้อสำคัญ ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาร่วม (Joint R&D) การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมไทย–จีน การพัฒนา Smart Hospital การแพทย์แม่นยำ การรักษาข้ามพรมแดน และการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวที Thailand–China Executive Dialogue: Exploring Future Opportunities in Medical Tourism, Advanced Therapy and Health Innovation เพื่อร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคตด้าน Medical Tourism การรักษาขั้นสูง (Advanced Therapy) และนวัตกรรมสุขภาพ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการลงทุนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน
การเยือนนครเซี่ยงไฮ้ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ โครงการผู้นำยุทธศาสตร์นวัตกรรมสุขภาพ เพื่อการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของประเทศไทย (นพท.) ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ พร้อมผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันการแพทย์ของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของภูมิภาค อันจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การพัฒนาองค์ความรู้ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยและจีนในระยะยาว



